การออกแบบระบบซื้อขายสำหรับ MetaStock (Design A Trading System In MetaStock)

สวัสดีครับท่านที่หลงเข้ามาที่ blog ของผม

ขอออกตัวก่อนนะครับ ผมไม่ใช่ไม่ได้เป็นเซียนหุ้นหรือเก่งอะไรมาจากไหน ที่เขียน blog นี้ ก็เหมือนเอาไว้เก็บเรื่องที่ผมไปอ่านเจอแล้วชอบ หรือเอาไว้จดอะไรต่อมิอะไรกันลืม ด้วยหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์หรือกำลังใจให้กับคนอื่นๆ ด้วย
ดังนั้นถ้ามีอะไรผิดพลาดก็คอมเมนต์บอกกันได้ครับ ถือว่าเป็นการให้ความรู้แมงเม่าหัดบินอย่างผม :)

บทความนี้ผมสรุปแบบงูๆ ปลาๆ ตามความเข้าใจของผมมาจากบทความ Design A Trading System In MetaStock
ของนาย David Jenyns เอาล่ะ…เริ่มเลยละกันเนอะ

ในการออกแบบระบบซื้อขายหุ้น (trading system) ใน MetaStock นั้น ก่อนที่จะเขียนสูตรลงใน MetaStock จะต้องมีการกำหนดระบบซื้อขายที่จะนำมาใช้ก่อน โดยในที่นี้ขอใช้สมมติฐานที่ว่าราคาหุ้นในตลาดจะตอบสนองต่อพื้นฐานของบริษัท และเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งข่าวต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ดังนั้นระบบการซื้อขายที่นำมายกตัวอย่างนี้นั้นจะพิจารณาจาก

ราคาหุ้น (price): ระดับราคาของหุ้นแต่ละตัวนั้นมีความสำคัญในการพิจารณา เช่น พวกหุ้นราคาต่ำกว่า 1 บาท มักจะเป็นหุ้นปั่น พวกหุ้น blue chip มักจะมีราคาต่อหุ้นค่อนข้างสูง

สภาพคล่อง (liquidity): หากซื้อหุ้นที่ไม่มีสภาพคล่องนั้น หุ้นตัวนั้นๆ อาจจะไม่มีการเคลื่อนไหวตามแนวโน้มของตลาดโดยรวม

ความผันผวน (volatility): เป็นสิ่งที่บอกถึงการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ควรซื้อหุ้นที่มี gap การเคลื่อนไหวของราคามากพอที่จะทำกำไรได้ แต่ทั้งนี้ไม่ควรซื้อหุ้นที่มีความผันผวนมากเกินกว่าที่จะยอมรับได้ เดี๋ยวจะนอนไม่หลับเอา

แนวโน้ม (trend): จงจำไว้ว่าต้องซื้อขายตามแนวโน้มอย่าไปฝืนแนวโน้ม เหมือนการว่ายน้ำในทะเล หากเราว่ายตามกระแสน้ำกับว่ายทวนน้ำ อย่างไหนเหนื่อยกว่ากัน

จากส่วนประกอบในการพิจารณาซื้อขายหุ้นที่กล่าวมานั้น ก่อนที่จะนำไปเขียนเป็นสูตรใน MetaStock ให้เขียนเป็นคำพูดลงในกระดาษก่อนแล้วค่อยนำไปแปลงเป็นสูตรสำหรับ MetaStock ดังตัวอย่างต่อไปนี้

เงื่อนไขที่นำมาพิจารณาข้อแรกก็คือ ราคาหุ้น (price) หากเราต้องการกำหนดราคาต่ำสุดของหุ้นที่เราต้องการจะซื้อขาย โดยกำหนดเงื่อนไขว่าต้องเป็นหุ้นที่มีราคาปิดใน 21 วันเฉลี่ยมากกว่า 1 บาท เมื่อนำไปเขียนเป็นสูตรโดยใช้ moving average จะได้ว่า

Mov(c,21,s) > 1

เงื่อนไขที่สอง สภาพคล่อง (liquidity) เราต้องการหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขาย (volume) เฉลี่ยใน 21 วันคูณกับราคาปิดของหุ้นมากกว่า 2000000 บาท สามารถเขียนเป็นสูตรได้ว่า

Mov(v,21,s)*C > 2000000

เงื่อนไขต่อไปคือ แนวโน้ม (trend) ในการกำหนดแนวโน้มนั้นมีหลายวิธี แต่ในตัวอย่างนี้จะดูแนวโน้มจากราคาหุ้นว่าจะต้องซื้อขายกันในช่วงของราคาสูงสุด เช่น เราต้องการหุ้นที่มีราคาซื้อขายในช่วง 20 วันที่ผ่านมา อยู่ในช่วงราคาสูงสุดในรอบ 240 วันของหุ้นตัวนั้นๆ จะได้สูตรว่า

HHVBars(H,240) < 20

และเงื่อนไขข้อสุดท้าย ความผันผวน (volatility) มีอยู่หลายทางเช่นกันในการวัดความผันผวนของราคาหุ้น โดยในทีนี้จะใช้ ATR method ซึ่งสามารถบอกการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นโดยเฉลี่ยในช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่น หุ้นราคา 1 บาท มีการเคลื่อนไหวโดยเฉลี่ย 5 สตางค์ใน 21 วันที่ผ่านมา เราสามารถนำราคาเฉลี่ยของหุ้นใน 21 วันที่ผ่านมามาหาร เพื่อหาเปอร์เซ็นตความผันผวนของราคาหุ้น ตัวอย่างเช่น คุณต้องการหุ้นที่มีเปอร์เซ็นต์ความผันผวนของราคาหุ้นอยู่ในช่วงระหว่าง 1.5% – 6% จะได้สูตรว่า

ATR(21)/Mov(C,21,S)*100 > 1.5 and
ATR(21)/Mov(C,21,S)*100 < 6

เมื่อเราได้สูตรสำหรับเงื่อนไขต่างๆแล้ว สุดท้ายเมื่อนำมารวมกันจะได้ว่า

Mov(c,21,s) > 1 and
Mov(v,21,s)*C > 2000000 and
HHVBars(H,240) < 20 and
ATR(21)/Mov(C,21,S)*100 > 1.5 and
ATR(21)/Mov(C,21,S)*100 < 6

แค่นี้ก็จะได้สูตรสำหรับระบบการซื้อขายแบบง่ายๆ แล้วครับ

Popularity: 21% [?]

Related posts

This entry was posted on Monday, July 28th, 2008 and is filed under Technical Analysis. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.
  • a

    -ขอบคุณสำหรับโปรแกรม
    -ผมเทรด Future ใช้ meta (ติดกับอดึตใช้ ver เก่ามาก) และเริ่มมาดูอีกครั้งก็ ver10.1 และ ver 11 (ดีงของคุณ), ทดลองใช้แล้วระยะหนึ่ง,รู้สึกดีขึ้นหน่อย

    • http://www.thaispeculator.com Taro

      ยินดีครับ
      ยังไงอย่าลืมมาแชร์กันมั่งนะครับ
      จะได้มีเพื่อนเทรด :)

Tag Cloud