The definition of insanity is doing the same thing over and over again and expecting different results

“The definition of insanity is doing the same thing over and over again and expecting different results”- Albert Einstein

วันนี้ผมอยากขอให้คุณลองให้เวลาตัวเองสักนิดเพื่ออ่านและคิดถึงคำพูดข้างบนของไอน์สไตน์ว่ามีความเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจของคุณอย่างไร

คุณเคยพยายามทำอะไรเดิมๆ ซ้ำๆ หลายๆ หนแต่แอบหวังว่าผลที่ได้จะแตกต่างหรือดีขึ้นกว่าเดิมมั๊ย ถ้าใช่ ผมคิดว่าเราคงต้องเปลี่ยนแนวคิดแล้วละครับ

เมื่อเร็วๆนี้ผมเพิ่งตัดสินใจปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรใหม่ หลายคนสงสัยว่าจะเปลี่ยนทำไม ในเมื่อทุกอย่างก็ดูจะเป็นไปด้วยดี แต่จากประสบการณ์ของผมในวงการโทรคมนาคมซึ่งมีการเติบโตก้าวหน้ารวดเร็วเหลือเกิน ผมกลับรู้สึกว่าเราไม่ควรจะยึดติดอยู่กับความสำเร็จในปัจจุบัน แต่ควรมองว่าเป้าหมายของเราในอนาคตคืออะไร จากนั้นก็คิดและวางแผนว่าเราต้องทำอย่างไรเพื่อเป็นการกรุยทางให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้

จริงอยู่ว่าวันนี้เราอาจจะประสบ ความสำเร็จในระดับหนึ่ง คนรอบข้างอาจจะแสดงความชื่นชมที่ธุรกิจเรารุดหน้าไล่หลังคู่แข่ง แต่หากคิดให้ดีก็จะพบว่าความสำเร็จที่มีในวันนี้มันไม่ใช่เครื่องหมาย รับประกันว่า เราจะประสบความสำเร็จต่อไปในวันหน้า หากเรายังไม่มีการปรับตัวเพื่อเตรียมการใดๆ ไว้เลย

ผมและทีมบริหารได้ร่วมกันศึกษาแนวโน้มการขยายตัวของตลาดมือถือและมีความเห็นตรงกันว่าตลาดมือถือจะถึงจุดอิ่มตัวประมาณสิ้นปีหน้า ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่าพอถึงตอนนั้นโอกาสที่จะได้ลูกค้าใหม่ก็จะลดลง ดังนั้นความสามารถในการให้บริการลูกค้าเพื่อดึงให้เขาอยู่กับเรานานๆ จะกลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญที่สุด

My main job was developing talent.

“My main job was developing talent.” – Jack Welch

ทุกสี่เดือนจะมีการประชุมอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมตั้งตารอเป็นพิเศษ ซึ่งก็คือการประชุมกับพนักงานที่ได้รับเกรดเอจากการประเมินผลงานประจำไตรมาสนั้น ๆ ครับ

ก่อนจะเล่าเรื่องนี้ต้องขอเท้าความนิดหน่อยก่อนนะครับว่าเมื่อก่อนเราจะประเมินผลการทำงานของพนักงานแค่ปีละครั้ง ซึ่งจะอยู่ในช่วงฤดูการจ่ายโบนัสประจำปีนั่นเอง แต่ปีที่แล้วเรามีการปรับรูปแบบการประเมินกันใหม่ โดยจะทำการประเมินผลงานทุกไตรมาสโดยแบ่งผลการทำงานเป็นเกรด เอ บี ซี ซึ่งจะมีผลต่อจำนวนโบนัสของพนักงานแต่ละคน

หลังจากมีการนำระบบใหม่มาใช้ ผมให้แต่ละสายงานเสนอชื่อพนักงานที่มีผลงานโดดเด่นเข้ามาเพื่อที่ผมจะได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพนักงานเหล่านี้ ซึ่งผมจะใช้เวลาประชุมกับพนักงานแต่ละคนอย่างน้อยคนละครึ่งชั่วโมง เพราะนอกจากจะอยากฟังว่าเขาคิดอย่างไรกับงานที่ทำ ผมอยากฟังด้วยว่าเขาคิดอย่างไรกับองค์กรและเขามีเป้าหมายต่อไปอย่างไรบ้าง อีกทั้งยังเป็นการเช็คด้วยว่าหัวหน้าที่เสนอรายชื่อเหล่านี้ขึ้นมาให้เกรดลูกน้องตัวเองตามความสามารถจริงหรือเปล่า

โดยทุกไตรมาสผมจะได้พบกับพนักงานหลายหลายระดับ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการในพื้นที่ไปจนถึงระดับผู้บริหาร ซึ่งพวกเขาเหล่านี้จะมาจากทุกสำนักงาน ทุกสายงาน ซึ่งแต่ละคนล้วนมีประสบการณ์และมุมมองที่แตกต่างกัน หลายคนไม่ได้ประจำอยู่ที่สำนักงานใหญ่และแทบไม่เคยมีโอกาสพบปะพูดคุยกับซีอีโอเลย

ถึงแม้จะมีความแตกต่างกันในหลายด้าน แต่เท่าที่ผมสังเกต ผมพบว่าพวกเขามีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ ความรักในงานที่ทำ จริงอยู่ที่ใคร ๆ ก็คงพูดได้ว่ารักงาน (โธ่ ใครจะกล้าบอกว่าเกลียด) แต่มันมีบางอย่างที่แสดงออกทางแววตาหรือสีหน้าของพวกเขาที่ทำให้ผมเชื่อว่า เขาหมายความตามที่พูดจริง ๆ

Authentic marketing is not the art of selling what you make but knowing what to make

“Authentic marketing is not the art of selling what you make but knowing what to make” – Philip Kotler

ตอนนั่งรถมาทำงาน ผมมักจะอ่านหนังสือพิมพ์พร้อมกับดื่มกาแฟไปด้วย บางครั้งก็ต้องวางแก้วกาแฟลงเพื่อตอบอีเมล์งานหรือเช็คข่าวสารบ้านเมืองบ้าง หลังจากนั้นก็ค่อยหยิบกาแฟขึ้นมาละเลียดต่อ วันหนึ่งผมนั่งคิดเล่น ๆ ระหว่างทางมาทำงานว่าถ้าไม่มีที่วางแก้วกาแฟในรถ ผมจะจัดการกับการประคองแก้วกาแฟระหว่างทำงานหรือคุยโทรศัพท์โดยไม่ให้หกเลอะเทอะได้อย่างไร

ผมเชื่อว่าถ้าเราไปถามคนที่กำลังคิดจะซื้อรถใหม่เมื่อสิบปีที่แล้วว่าเขามองหาอะไรในรถคันใหม่ ส่วนใหญ่ก็คงดูที่สมรรถนะของเครื่องยนต์ รูปทรง การออกแบบ การประหยัดน้ำมัน แต่คงไม่มีใครบอกว่าต้องการที่วางแก้วในรถแน่นอน แต่วันนี้เจ้าสิ่งประดิษฐ์เล็ก ๆ ชิ้นนี้ที่ดูไม่ได้ซับซ้อนหรือต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงอะไรกลับกำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ซื้อรถรุ่นใหม่อย่างมาก ผมลองค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมในกูเกิ้ลก็เจอผลสำรวจผู้บริโภคในอเมริกาโดยเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ที่บอกว่าเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่คิดจะซื้อรถใหม่ ยอมเปลี่ยนไปซื้อรถรุ่นอื่นหรือยี่ห้ออื่นไปเลย หากรุ่นที่ดูอยู่ไม่มีการติดตั้งที่วางแก้วไว้ให้

ผมไม่ได้สืบค้นไปลึกพอจนรู้ว่าใครเป็นผู้ออกแบบเจ้าอุปกรณ์นี้ขึ้นมาเป็นคนแรก แต่ต้องขอยกนิ้วให้กับความช่างคิดของนักประดิษฐ์ที่ช่างเข้าอกเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ดีจริง ๆ

When written in Chinese, the word “crisis” is composed of two characters – one represents danger, and the other represents opportunity.

“When written in Chinese, the word “crisis” is composed of two characters – one represents danger, and the other represents opportunity.” – John F. Kennedy

ช่วงหลังเวลาไปงานไหนก็ตาม มักมีคนเดินเข้ามาถามว่า ในฐานะที่เป็นฝรั่งเข้ามาทำงานในประเทศไทย ผมคิดอย่างไรกับสถานการณ์ทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของเมืองไทยในเวลานี้ หลายคนที่ติดตามข่าวของบริษัทเราตามหน้าหนังสือพิมพ์และพอจะทราบว่าเรามีแผนจะนำบริษัทมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในไตรมาสสองของปีนี้ ยิ่งรัวคำถามตามมาอีกมากมายว่าอะไรทำให้เรามั่นใจว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม

ผมตอบคำถามนี้โดยยกคำพูดของจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ที่กล่าวข้างต้นว่า ในภาษาจีน คำว่า “วิกฤต” แท้จริงแล้วประกอบด้วยคำสองคำ นั่นคือคำว่า “อันตราย” กับคำว่า “โอกาส” ขึ้นอยู่กับว่าเราจะให้น้ำหนักกับคำไหนมากกว่ากัน

Don’t be threatened by people smarter than you

“Don’t be threatened by people smarter than you” – Howard Schultz

คุณเคยเป็นแบบนี้มั้ยครับ

เวลาที่ต้องเข้าประชุมกับคนเก่ง ๆ จะรู้สึกเครียด ตื่นเต้น พอถึงเวลานัดจะรู้สึกมวนท้อง ใจเต้นแรงจนกลัวคนข้าง ๆ จะได้ยิน มือไม้เย็น หูอื้อ ฟังเขาพูดกันไปครึ่งทางแล้วก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะแสดงความเห็นตอนไหนดี ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการคิด คิด คิด แล้วก็คิด พยายามเฟ้นหาคำพูดเหมาะ ๆ เพราะไม่อยากปล่อยไก่ บางทีพอรวบรวมความกล้าได้แล้ว เส้นเสียงดันไม่เป็นใจเนื่องจากเกร็งจัด พูดอะไรก็ฟังดูอู้อี้สั่นเครือไม่ชัดถ้อยชัดคำเหมือนปกติ

หากคุณไม่มีอาการดังที่ว่านี้เลย ก็ถือว่าคุณเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงและเป็นคนที่โชคดีมาก ๆ ครับ

แต่ผมคิดว่ามีอีกหลายคนที่ยังไม่สามารถขจัดความกลัวลักษณะนี้ออกไปได้ ซึ่งสาเหตุอาจจะมาจากการที่เราคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ โดยคอยเปรียบเทียบกับคนอื่นตลอดเวลา แล้วก็บอกตัวเองซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้นว่า เราไม่เก่ง ไม่ดี สู้คนโน้นคนนี้ไม่ได้

Vision is the art of seeing the invisible

“Vision is the art of seeing the invisible” – Jonathan Swift

เมื่อพูดถึงร้านแมคโดนัลด์ คุณคิดว่าเขาทำธุรกิจอะไรครับ

“โห ไม่เห็นจะต้องถามเลย ก็ต้องเป็นธุรกิจฟาสต์ฟู้ดน่ะสิ” หลายคนอาจกำลังบ่นอยู่ในใจ

แต่คุณเชื่อมั้ยครับว่า เรย์ คร็อค ผู้ก่อตั้งแมคโดนัลด์และได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งอุตสาหกรรมอาหารบริการด่วน เคยถามคำถามนี้กับนักศึกษากลุ่มหนึ่งมาแล้วเมื่อกว่า 30 ปีก่อน

ตอนนั้นนักศึกษาที่ฟังคำถามนี้ก็คงคิดในใจแบบนี้ล่ะครับว่าจะถามทำไม ในเมื่อตัวเองเป็นเจ้าของธุรกิจฟาสต์ฟู้ดที่ใหญ่ที่สุดอยู่แล้ว ยังจะมาถามอีกว่าทำธุรกิจอะไร ก็เลยไม่มีใครใส่ใจจะตอบ คิดว่าเรย์คงถามเล่น ๆ ไปอย่างนั้นเอง ประมาณว่าเป็นมุขเปิดการสนทนา

แต่ปรากฏว่าเรย์จริงจังกับคำถามนี้มาก เขาถามซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง จนมีนักศึกษาคนหนึ่งตัดสินใจตะโกนออกมาว่า “เรย์ มีใครในโลกนี้บ้างที่ไม่รู้ว่าคุณทำธุรกิจแฮมเบอร์เกอร์” เรย์ยิ้มพร้อมกับบอกว่า “ผมคิดอยู่แล้วเชียวว่าคุณต้องตอบอย่างนี้ แต่สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษครับ ผมไม่ได้อยู่ในธุรกิจแฮมเบอร์เกอร์ ผมทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่างหาก”

A quitter never wins and a winner never quits

“A quitter never wins and a winner never quits” – Napoleon Hill

เบนจามิน แฟรงคลิน ผิดหวังกับผลการทดลองกว่า 100 ครั้ง แต่ไม่เคยยอมแพ้

โธมัส เอดิสัน ล้มเหลวเป็น 10,000 หน แต่ไม่เคยถอดใจ

ไมเคิล จอร์แดน ชู้ตพลาดเป้ากว่า 9,000 ลูก เคยพ่ายแพ้ในสนามกว่า 300 ครั้ง แต่ไม่เคยท้อ

สิ่งที่เขาเหล่านี้มีเหมือนกันคือความมุ่งมั่นที่จะชนะและไม่กลัวความล้มเหลว

เคล็ดลับความสำเร็จที่คนขี้แพ้ไม่เคยรู้หรือเข้าใจ

มีหลายครั้งที่ผมได้ยินคนคร่ำครวญถึงความล้มเหลวในอดีตโดยไม่คิดจะลุกขึ้นสู้อีกครั้ง พวกเขาเหล่านี้ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปกับการนั่งจมอยู่กับอดีต หรือไม่ก็ฝันลม ๆ แล้ง ๆ ว่าชีวิตจะดีขึ้นโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย คนเหล่านี้คือคนที่ไม่มีวันเป็นผู้ชนะ เพราะเพียงแค่ความล้มเหลวเพียงไม่กี่ครั้งก็ทำให้เขาถอดใจเสียแล้ว และที่แย่ไปกว่านั้นคือ เขาไม่คิดจะปรับปรุงตัวเองเลย

Leadership is action, not position.

“Leadership is action, not position.” – Donald H. McGannon

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมออกจะขำ ๆ ตอนมีคนถามผมว่าผมอ่านอีเมล์ด้วยตัวเองจริง ๆ เหรอ พอผมบอกว่าใช่ เขาทำหน้าประหลาดใจมาก เพราะจากประสบการณ์ของเขาที่เคยทำงานให้กับบริษัทขนาดใหญ่มาก่อน ผู้บริหารระดับสูงมักจะไม่ค่อยอ่านอีเมล์เอง โดยมากจะมีเลขาหรือทีมงานช่วยอ่านรวมทั้งตอบให้ด้วยในบางครั้ง

ผมคิดว่าภายใต้การแข่งขันในโลกธุรกิจปัจจุบัน ผู้บริหารต้องลงมาสัมผัสตลาดหรือผู้บริโภคมากขึ้น ทำตัวติดดินและถึงลูกถึงคนมากขึ้น หากยังนั่งอยู่บนหอคอยงาช้างเหมือนเดิม บริษัทนั้นต้องมีปัญหาในการประคองตัวให้อยู่รอดต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน

ตัวอย่างง่าย ๆ เช่นเรื่องอีเมล์ การที่ผู้บริหารไม่แม้กระทั่งจะเช็คอีเมล์ด้วยตัวเอง หมายถึงบริษัทนั้นยังมีระบบการทำงานแบบเก่าที่ต้องมีบริวารคอยนั่งกลั่นกรองว่าอีเมล์ไหนควรจะส่งให้นายอ่าน อีเมล์ไหนควรลบทิ้งไป หรืออีเมล์ไหนควรตอบเองเพื่อที่นายจะได้ไม่เสียเวลาหรือรำคาญใจ หลายคนอ้างว่าที่ทำอย่างนี้ก็เพราะผู้บริหารมีงานรัดตัวตลอดเวลา จึงไม่จำเป็นที่จะต้องลงมือทำเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ด้วยตัวเอง ผู้บริหารควรเก็บเวลาและพลังงานไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่า

ผมไม่เถียงว่าใคร ๆ ก็มองว่าผู้บริหารของตัวเองเป็นคนสำคัญกันทั้งนั้น แต่ว่าอย่าพยายามทำให้ผู้บริหารกลายเป็นพระเจ้าที่กว่าจะขยับตัวแต่ละทีต้องมีการเตรียมการอะไรมากมาย จริงอยู่ที่ผู้บริหารต้องมีลูกน้องคอยช่วยงาน แต่ผู้บริหารไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในองค์กรได้ ดังนั้น หน้าที่หนึ่งของผู้บริหารทุกวันนี้คือการเปิดหูเปิดตาให้กว้างจะได้รับรู้ความเป็นไปที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกองค์กร และพยายามพัฒนาองค์กรให้เข้ากับกับภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

A man can fail many times, but he isn’t a failure until he begins to blame somebody else.

“A man can fail many times, but he isn’t a failure until he begins to blame somebody else.” – John Burroughs

ผมเชื่อว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มโทษว่าความล้มเหลวของตัวเองเป็นความผิดของคนอื่น เมื่อนั้นเราก็ได้เสียความสามารถในการพัฒนาและปรับปรุงตัวเองไปเรียบร้อยแล้วครับ

เพราะคนที่มัวแต่โทษคนอื่นคือคนที่ปราศจากความรับผิดชอบ ผมเคยเห็นคนเป็นอย่างนี้กันเยอะและพยายามทำความเข้าใจว่ามันอาจจะเป็นปฏิกิริยาตอบสนองบางอย่างที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คือเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายและจิตใต้สำนึกไม่อยากจะยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เราก็อาจจะปัดเรื่องนั้นไปให้คนอื่นเพื่อป้องกันตัวเอง

แต่ผมไม่คิดว่าการกล่าวโทษกันไปมาจะนำมาซึ่งทางออกให้แก่ปัญหาใดเลย นอกจากเป็นการเสียเวลาแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าเราไม่เป็นมืออาชีพอย่างมาก อีกทั้งการมัวแต่โทษคนอื่นยังเป็นการปิดกั้นโอกาสที่จะลุกขึ้นแก้ไขปัญหาและเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองด้วย

ดังนั้นเวลาผมบอกพนักงานให้กล้าคิด กล้าทำ โดยไม่ต้องกลัวที่จะพลาดหรือล้มเหลว ผมมักจะจบท้ายด้วยการย้ำว่า เมื่อพลาดไปแล้วก็อย่าไปโทษคนอื่น ให้เผชิญหน้ากับปัญหาและรีบหาทางแก้ไขดีกว่า หลังจากนั้นก็ให้จำไว้เป็นบทเรียนที่จะไม่พลาดในเรื่องเดิม ๆ อีก เท่านี้ความผิดพลาดหรือล้มเหลวก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรมากมายที่ต้องมาคอยนั่งปกปิดหรือโยนกลองไปให้คนอื่น

การกล้าแสดงความรับผิดยังเป็นการแสดงออกถึงความเป็นผู้ใหญ่ของคนเราด้วย ผมว่าคนที่ไม่รู้จักโตก็คือคนที่ไม่ยอมรับความจริงและไม่กล้ารับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง ผมเลยมักจะบอกพนักงานว่าผมอยากให้เราเป็น Blame-free organization หรือองค์กรที่ปราศจากการชี้นิ้วกล่าวโทษกัน เมื่อมีปัญหาก็ช่วยกันแก้ ไม่ใช่รุมต่อว่าคนที่พลาดไปแล้ว ในขณะที่คนที่ทำพลาดก็ไม่ปัดสวะให้คนอื่นแต่กล้ายอมรับความผิดนั้นและพร้อมที่จะเรียนรู้และปรับปรุงตัวเอง

Having a positive mental attitude is asking how something can be done rather than saying it can’t be done.

“Having a positive mental attitude is asking how something can be done rather than saying it can’t be done.” – Bo Bennett

เคยมั้ยครับที่เวลาคุณเสนอไอเดียอะไรไป มักจะมีคนบางกลุ่มชิงพูดขึ้นมาทันทีว่า “ไอเดียที่ว่าฟังดูดีมากเลย แต่…” และแน่นอนว่าหลายครั้งของการสนทนาจะต้องจบด้วยคำว่า “ถึงแม้ทุกอย่างจะดูดีมีประโยชน์ แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอก อย่าทำเลย”

ผมไม่เถียงว่ามีบางเรื่องในโลกนี้ที่ “เป็นไปไม่ได้” แต่ส่วนใหญ่แล้วไอเดียดี ๆ หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ล้วนเกิดจากคนที่เชื่อว่า มันต้องมีวิธีที่จะทำให้ความคิดของตัวเองเป็นจริงขึ้นมา

ดังนั้น ถ้ามีคำใดในโลกที่ผมอยากลบออกไปจากสาระบบการทำงาน ผมขอเลือกคำว่า “เป็นไปไม่ได้” ครับ เพราะผมเชื่อว่าองค์กรจะพัฒนาขึ้นมาก หากพนักงานทุกคนพร้อมจะเปิดรับหรือลองทำสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่ตั้งท่าใช้คำนี้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธอยู่ตลอดเวลา

Tag Cloud