A quitter never wins and a winner never quits
“A quitter never wins and a winner never quits” - Napoleon Hill
เบนจามิน แฟรงคลิน ผิดหวังกับผลการทดลองกว่า 100 ครั้ง แต่ไม่เคยยอมแพ้
โธมัส เอดิสัน ล้มเหลวเป็น 10,000 หน แต่ไม่เคยถอดใจ
ไมเคิล จอร์แดน ชู้ตพลาดเป้ากว่า 9,000 ลูก เคยพ่ายแพ้ในสนามกว่า 300 ครั้ง แต่ไม่เคยท้อ
…
สิ่งที่เขาเหล่านี้มีเหมือนกันคือความมุ่งมั่นที่จะชนะและไม่กลัวความล้มเหลว
เคล็ดลับความสำเร็จที่คนขี้แพ้ไม่เคยรู้หรือเข้าใจ
มีหลายครั้งที่ผมได้ยินคนคร่ำครวญถึงความล้มเหลวในอดีตโดยไม่คิดจะลุกขึ้นสู้อีกครั้ง พวกเขาเหล่านี้ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปกับการนั่งจมอยู่กับอดีต หรือไม่ก็ฝันลม ๆ แล้ง ๆ ว่าชีวิตจะดีขึ้นโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย คนเหล่านี้คือคนที่ไม่มีวันเป็นผู้ชนะ เพราะเพียงแค่ความล้มเหลวเพียงไม่กี่ครั้งก็ทำให้เขาถอดใจเสียแล้ว และที่แย่ไปกว่านั้นคือ เขาไม่คิดจะปรับปรุงตัวเองเลย
ในทางกลับกัน ผู้ชนะหรือคนที่ประสพความสำเร็จจะใช้ความล้มเหลวของตัวเองเป็นแรงผลักดันตัวเอง เขาจะไม่เสียเวลาฟูมฟายกับสิ่งที่ทำไปแล้ว แต่จะมองหาวิธีที่จะพัฒนาตัวเองให้สามารถไปสู่เป้าหมายที่วางไว้
นอกจากนี้ ผู้ชนะคือคนที่มีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะประสพความสำเร็จ ความปรารถนานั้นต้องมีมากพอที่จะทำให้พวกเขาสามารถต่อสู้และอดทนกับอุปสรรคและความเจ็บปวดโดยไม่เสียกำลังใจ และที่สำคัญ พวกเขาไม่กลัวความล้มเหลว เขาเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนความล้มเหลวอันเจ็บปวดให้เป็นแรงบันดาลใจในการยืนหยัดและก้าวไปข้างหน้า อีกทั้งรู้ว่าจะควบคุมปฏิกิริยาของตัวเองที่มีต่อสิ่งกระทบต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตอย่างไร
เมื่อหลายวันก่อน ผมแอบได้ยินคนบ่นว่าอยากจะมีอำนาจวิเศษที่สามารถช่วยให้เขาย้อนเวลาไปแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีตได้ ทุกวันนี้เขายังคงเสียใจกับสิ่งที่ทำไปเมื่อหลายปีก่อน และไม่สามารถรวบรวมกำลังใจในการก้าวออกจากปัญหาที่ตัวเองสร้างเอาไว้ได้ ผมฟังแล้วก็อยากจะบอกเขาเหลือเกินว่าอย่าเสียเวลาอยู่กับอดีตเลย สิ่งที่ทำไปแล้วก็คือทำไปแล้ว สิ่งที่พูดไปแล้วก็เอากลับคืนมาไม่ได้ ทำไมเราถึงไม่เอาเวลามานั่งคิดว่าจะทำวันนี้ให้ดีที่สุดได้อย่างไร
มีคนจำนวนมากที่เสียเวลาไปกับการฝังตัวจมอยู่กับอดีต หรือนั่งฝันถึงอนาคตโดยไม่ได้คิดเลยว่าทุกนาทีที่หมดไปคือทรัพยากรที่มีค่า ไม่สามารถนำมารีไซเคิลใหม่ได้ ดังนั้นเราควรจะใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ถ้าอยากปรับปรุงตัว อยากเป็นผู้ชนะ อยากแก้ไขสิ่งผิดพลาด ก็เริ่มจากวันนี้เลย
เคยมีผู้ใหญ่ที่ผมเคารพท่านหนึ่งส่งบทความของ Stephen Covey มาให้ ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มต้นวันใหม่อย่างไรดี ข้อคิดที่ได้จากบทความนี้น่าจะช่วยเราได้บ้างครับ
เขาบอกว่าในวัน ๆ หนึ่ง จากทุกสิ่งที่เราเจอ มีเพียงแค่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา ส่วนที่เหลืออีก 90 เปอร์เซ็นต์คือสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ โดยผลจะออกมาดีหรือร้ายก็ขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาของเราที่มีต่อสิ่งที่เข้ามากระทบในวันนั้น เช่น หากระหว่างขับรถไปทำงาน มีรถอีกคันวิ่งมาปาดหน้า ทำให้เราต้องเบรกจนตัวโก่ง ถ้าเราโกรธโดยการปาดกลับหรือทำอะไรรุนแรงกว่านั้น เราอาจบาดเจ็บทั้งรถและคน แถมยังไปทำงานสายพร้อมอารมณ์ที่หงุดหงิด เราไปห้ามคนอื่นไม่ให้ขับรถปาดหน้าเราไม่ได้ แต่การจะทำอย่างไรกับสถานการณ์นั้นต่างหากคือสิ่งที่เราควบคุมได้ และหากเราเลือกที่จะไม่โมโหกลับ เราก็ไม่อารมณ์เสีย มาทำงานอย่างร่าเริงแจ่มใส พูดง่าย ๆ ก็คือเราเลือกได้ว่าจะทำวันนั้นของเราให้มีความสุขหรือความทุกข์
ผมว่าทัศนคติในเชิงบวกแบบนี้น่าจะเป็นก้าวแรกของคนที่อยากประสพความสำเร็จครับ
ส่วนก้าวต่อมาก็คือ การไม่กลัวที่จะล้ม เมื่อล้มแล้วต้องลุกกลับขึ้นยืนแล้วเดินต่อไปได้อีกครั้ง
เคยฟังเรื่องเกี่ยวกับผู้พันแซนเดอร์มั้ยครับ ผู้พันตัวกลม ๆ หน้าตาใจดี เจ้าของและผู้สร้างตำนานไก่ทอดเคเอฟซีนั่นแหล่ะครับ
วันก่อนมีคนส่งเกร็ดประวัติชีวิตของผู้พันท่านนี้มาให้ ทำให้ผมรู้ว่ากว่าเขาจะก่อตั้งเคเอฟซีขึ้นมา เขาต้องประสพกับอุปสรรคมากมาย ตอนอายุ 66 ปี เขาตกงานและดำรงชีพอยู่ด้วยเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ จากประกันสังคม แต่เขาไม่เคยยอมแพ้ เขาเริ่มออกตระเวนไปทั่วประเทศเพื่อขายสูตรลับไก่ทอดแสนอร่อยที่ตัวเองคิดคนขึ้น เขาถูกปฏิเสธถึง 1,009 ครั้ง กว่าจะมีคนยอมซื้อสูตรนั้น กว่าจะบุกเบิกสร้างตัวจากไม่มีอะไรจนมาเป็นเจ้าของธุรกิจมูลค่ามหาศาล ผู้พันแซนเดอร์ก็มีอายุเกินวัยเกษียณไปเยอะทีเดียว เป็นวัยที่หลายคนคงยอมถอดใจไม่ลุกขึ้นสู้อะไรใหม่อีกแล้ว
ฟังเรื่องของเขาไว้เป็นกำลังใจแล้วกันนะครับ เวลามีปัญหาก็ให้นึกเอาไว้ว่าใคร ๆ ก็มีปัญหากันทั้งนั้น มันขึ้นอยู่กับทัศนคติของเราว่าจะจัดการกับปัญหานั้นอย่างไร ขึ้นอยู่กับความอึดของตัวเองว่ามีความมุ่งมั่นแค่ไหนที่จะชนะ ผมเชื่อว่าไม่มีความสำเร็จใดจะน่าภูมิใจเท่ากับความสำเร็จที่สามารถไปถึงเส้นชัยได้ต่อให้ต้องล้มลงสักกี่ครั้งก็ตาม.
ที่มา : คอลัมน์ Quote of the day โดย ซิคเว่ เบรคเก้ นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 13 เมษายน 2550