It isn’t that they can’t see the solution. It’s that they can’t see the problem

“It isn’t that they can’t see the solution. It’s that they can’t see the problem” – G. K. Chesterton

ปัญหากับทางออกดูจะเป็นของคู่กัน แต่บางครั้งการวนหาทางออกเท่าไหร่ก็ไม่เจอ น่าจะเป็นเพราะยังอ่านโจทย์ไม่แตกก็ได้ครับ

เมื่อหลายปีก่อน มีคนบอกว่าตลาดมือถือจะถึงจุดอิ่มตัวแล้ว อีกทั้งคู่แข่งในตลาดล้วนมีฝีมือระดับพระกาฬทั้งนั้น จึงลงความเห็นว่าเราคงจะสู้เขาไม่ได้ ทางที่ดีที่สุดคือพยายามรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ให้มั่น เอาแค่ไม่เสียลูกค้าไปก็น่าจะพอพยุงตัวต่อไปได้

ผมฟังการวิเคราะห์นั้นและพยายามมองว่าปัญหาที่แท้จริงมันอยู่ตรงไหนกันแน่ ระหว่างตลาดอิ่มตัว กับความสามารถในการแข่งขันของเรา พูดแบบไม่เข้าข้างตัวเอง ผมไม่คิดว่าเรามีปัญหาด้านการแข่งขันนะครับ ถ้าอย่างนั้นปัญหาก็อยู่ที่การกลัวว่าตลาดจะหยุดโตมากกว่า

ผมเลยตั้งคำถามกลับว่าตลาดถึงจุดอิ่มตัวแล้วจริงหรือ ลูกค้ามือถือทั้งตลาดมีเท่าไหร่เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมด และส่วนมากอยู่ที่ไหน ในต่างจังหวัดมีมั้ย จากคำถามพื้น ๆ เหล่านี้ นำไปสู่ความเข้าใจว่าตลาดยังมีโอกาสโตขึ้นได้อีก โดยเฉพาะในต่างจังหวัดและพื้นที่ห่างไกลที่สายโทรศัพท์พื้นฐานยังเข้าไปไม่ถึง

เพราะฉะนั้น ทางออกก็คือ ช่วยกระตุ้นตลาดให้เติบโตขึ้นไป ลงทุนมากขึ้นในการขยายเน็ตเวิร์ค ออกบริการมากขึ้นเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าต่างจังหวัด ซึ่งผลที่ได้นอกจากตลาดจะโตขึ้น ลูกค้าก็มีโอกาสได้รับบริการมากขึ้นด้วย

ผมว่าการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือต้องหัดเกาให้ถูกที่คัน ตั้งคำถามให้ถูกจุดว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร และจากตรงนั้น เราน่าจะมองหาทางออกได้ไม่ยากครับ

ปัญหาบางปัญหาที่เราว่าใหญ่ อาจจะแก้ไขได้ด้วยวิธีง่าย ๆ นิดเดียว เพียงแค่เราเข้าใจแก่นของปัญหาที่แท้จริงก่อนเท่านั้น อย่าไปคิดว่าต้องหาทางออกที่สวยหรูอลังการ บางครั้งมองอะไรชั้นเดียวบ้างก็ได้

เมื่อสองเดือนก่อนมีพนักงานส่งเรื่องมาให้ผม เล่าถึงเหตุการณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างผลลัพธ์ของการเอาแต่โฟกัสที่ปัญหากับการโฟกัสที่ทางออกได้น่าสนใจมาก เลยอยากเอามาแชร์ให้อ่านกันครับ (หลายคนคงเคยอ่านมาแล้ว ต้องขออภัยด้วยครับ)

เรื่องมีอยู่ว่า ตอนนาซ่าเริ่มปล่อยจรวดเพื่อสำรวจอวกาศ พวกเขาพบว่านักบินอวกาศไม่สามารถใช้ปากกาได้ที่แรงโน้มถ่วงของโลกเท่ากับ 0 (น้ำหมึกไม่ไหล)
เพื่อแก้ปัญหานี้ เขาใช้เวลาราว 10 ปี และใช้เงินไป 12 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างปากกาที่สามารถใช้งานได้ที่แรงโน้มถ่วงเป็นศูนย์

แต่ด้วยปัญหาแบบเดียวกัน ทางรัสเซียหาทางออกง่าย ๆ ด้วยการใช้ดินสอแทนปากกา

ที่ผมชอบเรื่องนี้มากก็เพราะมันช่วยเตือนใจให้มองหาปัญหาที่แท้จริงก่อนที่จะเริ่มมองหาทางออก ในกรณีของนาซ่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปากกา แต่อยู่ที่จะทำอย่างไรให้นักบินอวกาศสามารถเขียนหนังสือได้ต่างหาก เพราะฉะนั้น โจทย์คือจะทำอย่างไรให้สามารถเขียนหนังสือได้บนแรงโน้มถ่วงที่เท่ากับศูนย์

ถ้าเมื่อไหร่ที่มีปัญหา ผมอยากให้คิดถึงเรื่องนี้กันนะครับ คนทำงานทุกคน ไม่มีใครไม่มีปัญหา ทางเดียวที่จะทำให้เราผ่านปัญหาเหล่านี้ไปได้ ก็คือมองมันอย่างเข้าใจ อย่าเสียเวลากับการปริวิตกมากเกินไป เอาเวลานั้นมาหาทางออกดีกว่า

ปัญหาบางอย่างเหมือนเส้นผมบังภูเขา แต่หากเรากดดันตัวเองมากเกินไปหรือเอาเวลาส่วนใหญ่ไปจมอยู่กับปัญหา เราอาจมองข้ามทางออกที่อยู่แค่ปลายจมูกก็ได้

อาจจะเริ่มง่าย ๆ จากการตั้งคำถามก่อนก็ได้ครับว่า ปัญหาที่คุณพยายามแก้อยู่นั้นคืออะไรกันแน่.

ที่มา : คอลัมน์ Quote of the day โดย ซิคเว่ เบรคเก้ นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550

Share this article:
  • del.icio.us
  • Digg
  • Technorati
  • Google
  • YahooMyWeb
  • Left Hit
  • Kudd
  • Bogtor
  • Dunweb
  • Siam Collective

There is no “i” in team but there is in win

“There is no “i” in team but there is in win” – Michael Jordan

ในความรู้สึกผม การทำงานก็เหมือนการเล่นกีฬาอย่างหนึ่ง ที่จะต้องมีการแข่งขัน มีกฎกติกามารยาท และต้องมีทีมเวิร์ค

ผมเคยพูดมาหลายครั้งว่าผู้นำองค์กรน่าจะทำตัวเหมือนโค้ชที่มีหน้าที่ในการแบ่งบทบาทให้กับลูกทีมตามความเหมาะสม กำหนดทิศทางและเป้าหมายให้กับองค์กรว่าจะก้าวไปทางไหน เพื่อจะไปให้ถึงจุดหมายที่ตั้งไว้

อีกหน้าที่หนึ่งของโค้ชก็คือ ทำให้ทุกคนที่อยู่ในทีมสามารถทำงานร่วมกันได้ มีความสามัคคีและพร้อมจะช่วยเหลือกันเพื่อให้ทีมประสบความสำเร็จ

ใคร ๆ ก็พูดได้ แต่พอลงมือทำจริง ๆ มันยากเหมือนกันนะครับ

ยิ่งองค์กรใหญ่เท่าไร ปัญหาความขัดแย้งก็มีมากขึ้น บางครั้งก็เป็นเรื่องเล็กที่พอจะเข้าใจได้ แต่ถ้าปล่อยไว้นานก็อาจกลายเป็นเชื้อลุกลามไปกันใหญ่ ดังนั้น ผู้นำต้องคอยสอดส่องดูความเป็นไปขององค์กร หากเห็นว่าความขัดแย้งเริ่มจะรุนแรงขึ้นก็ต้องรีบดับไฟตั้งแต่ต้นลม

อย่างไรก็ตาม การที่ทีมจะเข้มแข็งได้ ลูกทีม (ไม่ใช่ผู้นำคนเดียว) ก็ต้องช่วยกันคนละไม้ละมือด้วย ทุกคนต้องเปิดใจให้กว้าง ยอมรับฟังความเห็นของคนอื่น และบอกตัวเองอยู่เสมอว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของทีมนั้น

หลายคนคิดว่า การทำงานแบบ วัน แมน โชว์ คือวิธีที่ดีที่สุดในการแสดงศักยภาพของตัวเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่ได้อยู่คนเดียวในองค์กร เรามีเพื่อนร่วมงานที่ต้องติดต่อด้วยตลอดเวลา และที่สำคัญคือ เรามีเป้าหมายร่วมกัน ถ้าต่างคนต่างคิดแต่ว่าตัวเองเก่งที่สุด ดีที่สุด จนไม่ฟังคนอื่น งานจะเดินหน้าไปได้อย่างไร

เคยมีคนถามผมว่าพนักงานแบบไหนที่ผมคิดว่าเป็นคนมีคุณภาพ ผมบอกได้อย่างไม่ลังเลเลยว่า คือคนที่สามารถทำงานเป็นทีมได้ ผมไม่คิดว่าคนฉลาด ไอคิวสูงอย่างเดียว จะเป็นพนักงานที่ดีเสมอไป

ดังนั้นเวลาเลือกรับพนักงาน ผมจะไม่สนใจเลยว่าเขาเหล่านั้นจบมาจากมหาวิทยาลัยไหน หรือได้เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่ ผมจะดูที่ทัศนคติและความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมและเพื่อนร่วมงานมากกว่า

ผมเคยดูเรียลลิตี้โชว์รายการหนึ่งในทีวี ผู้เข้าร่วมแข่งขันถูกแบ่งเป็นสองทีม ทีมหนึ่งประกอบได้ด้วยผู้เล่นสูงวัย ส่วนอีกทีมมีแต่คนหนุ่มสาว ทั้งสองทีมจะต้องแข่งกันประลองชัยหลายรูปแบบ ทั้งด้านไหวพริบและความเร็ว ตอนนั่งดู ผมคิดในใจว่าเป็นการแข่งที่ไม่ยุติธรรมที่สุด คนแก่จะมีแรงไปสู้คนหนุ่มสาวได้อย่างไร เห็นชัด ๆ ว่าปิดประตูแพ้ตั้งแต่ต้น

แต่พอดูไปได้สักพัก ผมเริ่มเห็นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ ทีมแรก ถึงแม้จะด้อยกว่าด้านพละกำลัง แต่มีการวางแผนอย่างดี มีการแบ่งงานกันทำโดยดึงความสามารถของแต่ละคนมาใช้อย่างเหมาะสม ไม่มีการเกี่ยงงาน และค่อนข้างประนีประนอมที่จะรับฟังความเห็นของสมาชิกทุกคน

ในขณะที่อีกทีมหนึ่ง แต่ละคนล้วนเก่งกล้าสามารถกันทั้งนั้น บางคนเป็นนักกีฬา ร่างกายบึกบึน บางคนเป็นนักวิทยาศาสตร์ จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยระดับท็อปเท็น บางคนก็เป็นทหาร รู้เทคนิคการวางกลยุทธ์ทุกรูปแบบ แต่พอมารวมตัวกันแล้ว แทนที่เป็นดรีมทีม กลับเป็นทีมที่มีปัญหาการขัดแย้งตลอดเวลา เพราะทุกคนต่างคิดว่าความคิดของตัวเองดีที่สุด ไม่มีใครยอมใคร ทะเลาะกันเอง จนในที่สุดพอลงสนามแข่งจริง ๆ ก็แพ้ทีมผู้สูงอายุไปในที่สุด

ผมว่าหลายคนคงเคยประสบเหตุการณ์ลักษณะคล้าย ๆ กันนี้มาบ้างเหมือนกันในชีวิตจริง ตราบใดที่เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกนี้ เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่และทำงานร่วมกับคนอื่นให้ได้

ผมว่าแค่ลดทิฐิลงสักหน่อย อีโก้ที่มีเยอะ ๆ เก็บไว้ที่บ้านบ้างก็ได้ เราก็น่าจะสามารถทำงานได้ราบรื่นและสบายใจขึ้นนะครับ

อย่าลืมนะครับว่า “There is no “i” in team but there is in win”!

ที่มา : คอลัมน์ Quote of the day โดย ซิคเว่ เบรคเก้ นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550

Share this article:
  • del.icio.us
  • Digg
  • Technorati
  • Google
  • YahooMyWeb
  • Left Hit
  • Kudd
  • Bogtor
  • Dunweb
  • Siam Collective

Freedom is the opportunity to make decisions

“Freedom is the opportunity to make decisions…” - unknown

คนชอบถามผมว่าเรามีวิธี “ล็อค” ให้ลูกค้าหรือพนักงานอยู่กับเราได้อย่างไร

โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่เชื่อว่าใครจะสามารถกักตัวลูกค้าหรือพนักงานไว้ได้ตลอดไปหรอกครับ

ผมว่าเราน่าจะตั้งคำถามใหม่ว่า เราจะมีวิธี “ปลดล็อค” ลูกค้าหรือพนักงานอย่างไรมากกว่า

เริ่มที่ลูกค้าก่อนแล้วกันนะครับ

อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าการแข่งขันทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกมากขึ้น บวกกับการที่ข้อมูลข่าวสารเดี๋ยวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เป็นเรื่องยากมากที่จะสร้างความจงรักภักดี ในโลกธุรกิจปัจจุบัน

แต่ผมเชื่อในหลักพื้นฐานอย่างหนึ่งว่าคนเราทุกคนควรมีอิสระในการคิดและตัดสินใจเลือกสิ่งทีดีที่สุดให้กับตัวเอง เพราะฉะนั้น หนทางที่จะ “ดึง” ลูกค้า ก็คือ การ “ปล่อย” ให้เขามีโอกาสเลือกและตัดสินใจนั่นเอง

ตราบใดที่เราพยายามเป็น “ตัวเลือก” ที่ดีอยู่เสมอ โอกาสที่เขาจะใช้เราก็มีสูง แต่จะให้ฟันธงว่าเขาจะอยู่กับเราตลอดไปมั้ย คงบอกไม่ได้ เพราะเขาย่อมมีสิทธิที่จะย้ายไปใช้เจ้าอื่นหากมีบริการที่ดีกว่าหรือสนองความต้องการของเขาได้มากกว่า

สิ่งที่เราทำได้และต้องทำให้ดีที่สุดด้วยก็คือ การไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาบริการของตัวเองทุกวันเพื่อให้ตอบโจทย์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
เช่นเดียวกับการสร้างความภักดีของพนักงานต่อองค์กร

ผมไม่คิดว่าคนทำงานรุ่นใหม่จะพอใจเพียงแค่ได้รับเงินเดือนสูง ๆ หรือโบนัสดี ๆ เท่านั้น โดยเฉพาะคนเก่งที่เดี๋ยวนี้กลายเป็นทรัพยากรที่ค่อนข้างขาดแคลน บริษัทไหน ๆ ก็อยากจะได้ตัวไปทำงานด้วย แต่การที่จะทำให้พวกเขาเหล่านี้สนใจมาทำงานกับเรา คงไม่ใช่แค่การเสนอเงินเดือนหรือตำแหน่งเท่านั้น แต่ต้องมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ทำให้เขามีโอกาสเรียนรู้และโชว์ศักยภาพได้มากที่สุดด้วย

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผมได้มาคลุกคลีกับการพัฒนาบุคคลขององค์กรมากขึ้น หนึ่งในงานหลักของผมก็คือการสัมภาษณ์พนักงานใหม่ด้วยตัวเอง

ถ้าเป็นเมื่อก่อนเรามักจะถามคนที่มาสมัครงานว่าเขาคิดว่าเขาจะเอาความรู้ความสามารถมาช่วยพัฒนาองค์กรได้อย่างไร แต่ตอนนี้ ผมคิดว่าเราต้องย้อนกลับมาถามตัวเองก่อนว่า แล้วองค์กรจะช่วยพัฒนาศักยภาพของเขาได้อย่างไร

คนรุ่นใหม่ที่มีพรสวรรค์ มักจะไม่หยุดอยู่กับที่ พวกเขามองหาโอกาสใหม่ ๆ ให้ชีวิตตลอดเวลา การจะสร้างความจงรักภักดีให้กับกลุ่มคนเหล่านี้จึงเป็นเรื่องยาก สิ่งที่เราทำได้คือสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เอื้อให้เขาได้แสดงออกซึ่งความรู้อย่างเต็มที่และสามารถพัฒนาความสามารถอย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญคือให้โอกาสเขาเลือกที่จะทำในสิ่งที่เขารักและ “ปลดล็อค” เขาจากกฎระเบียบที่จำเจและน่าเบื่อหน่าย รวมทั้งให้โอกาสเขาเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ และหมั่นป้อนงานหรือโครงการใหม่ที่ท้าทายความสามารถให้เขาได้ฝึกปรือฝีมือเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม ต่อให้เราทำทุกอย่างที่พูดมาแล้ว ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าพนักงานจะไม่อยากไปลองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่อื่นนะครับ

จำได้ว่าเคยมีพนักงานมือดีของเราลาออกไปทำงานที่อื่นเมื่อปลายปีที่แล้ว ถามว่าเสียดายมั้ย ผมเสียดายมาก แต่ไม่คิดที่จะรั้งให้เขาอยู่ต่อ เพราะผมไม่อยากให้เขาลำบากใจ สิ่งที่ผมบอกเขาก็คือ ผมยินดีที่เขาเลือกที่จะทำในสิ่งที่เขาคิดว่าดีกับตัวเองที่สุด แต่ขอให้จำไว้ว่า ประตูของที่นี่เปิดต้อนรับเขาเสมอหากเขาอยากจะกลับมา

แล้วเขาก็กลับมาจริง ๆ เพราะอย่างที่บอกครับ คนเราควรมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจ และหากสิ่งที่เลือกไม่ตรงกับความต้องการ ก็เปลี่ยนได้ครับ.

ที่มา : คอลัมน์ Quote of the day โดย ซิคเว่ เบรคเก้ นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 26 มกราคม 2550

Share this article:
  • del.icio.us
  • Digg
  • Technorati
  • Google
  • YahooMyWeb
  • Left Hit
  • Kudd
  • Bogtor
  • Dunweb
  • Siam Collective