It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent that survives. It is the one that is the most adaptable to change.

“It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent that survives. It is the one that is the most adaptable to change.”— Charles Darwin

สองอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมอ่านเจอบทความที่น่าสนใจ 2 เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก เป็นเรื่องของซีอีโอของบริษัทแห่งหนึ่งในอเมริกาที่เพิ่งถูกปลดออกจากตำแหน่ง เพราะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของเจ้าของร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ที่ไม่กลัวยักษ์ค้าปลีกที่พากันบุกตลาดอย่างหนัก เพราะเขากล้าเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง

ผมอ่านเรื่องแรกจากรายงานของสำนักข่าวดาวโจนส์ในเดอะเนชั่น เขียนถึงซีอีโอชื่อโรเบิร์ต นาร์เดลี่ แห่งโฮม เดโป บริษัทชั้นนำด้านผลิตภัณฑ์บ้านและเฟอร์นิเจอร์ของอเมริกา

ตามข่าว โรเบิร์ตเป็นคนเก่งมากคนหนึ่ง ตลอดหกปีที่อยู่ในตำแหน่ง เขาเพิ่มยอดขายและรายได้ให้บริษัทถึงสองเท่า แต่น่าเสียดายที่เขาเป็นคนเก่งในโลกธุรกิจยุคเก่า ที่คิดว่าหน้าที่ของซีอีโอมีเพียงเพิ่มตัวเลขให้กับบริษัทและรายงานตรงต่อคณะกรรมการบริษัทหรือผู้ถือหุ้นเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงสภาพการแข่งขันหรือการทำธุรกิจได้เปลี่ยนไปแล้วรวมทั้งบทบาทและความรับผิดชอบของผู้นำที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปตามด้วย

ซีอีโอในโลกปัจจุบันไม่สามารถขังตัวเองอยู่ในห้องได้อีกต่อไป หากแต่กลายเป็นบุคคลสาธารณะที่ต้องสามารถตอบคำถามที่มาจากคนหลายกลุ่มได้ ไม่ว่าจะเป็นเอ็นจีโอ นักวิชาการ นักการเมือง กลุ่มผู้บริโภค พันธมิตรทางธุรกิจ ตลอดจนสื่อมวลชน

การจำกัดบทบาทของซีอีโอให้เป็นแค่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จึงไม่เพียงพอในการนำพาธุรกิจให้อยู่รอดได้ในสภาพการแข่งขันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผมมองว่าบทบาทของซีอีโอน่าจะครอบคลุมถึงการเป็นประธานเจ้าหน้าที่ด้านการพัฒนาคน (Chief People Officer) และประธานเจ้าหน้าที่ด้านการประชาสัมพันธ์ (Chief PR Officer) ด้วย

ในโลกของการทำธุรกิจทุกวันนี้ คนคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว ดังนั้นซีอีโอควรใช้เวลาไม่น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของเวลาทั้งหมดในการดึงคนดีมีฝีมือมาร่วมงาน พัฒนาเขาเหล่านั้นให้มีศักยภาพมากขึ้น และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สามารถรักษากลุ่มคนเหล่านี้ไว้กับองค์กรนาน ๆ

ในขณะเดียวกันซีอีโอยังต้องสามารถเข้าถึงได้ พร้อมที่จะตอบข้อสงสัยของสาธารณชนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร และแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมว่าองค์กรของตนนั้นเป็นองค์กรที่มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้

เราต้องยอมรับว่าบทบาทที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลง หากเราไม่สามารถปรับตัวให้ทัน เราก็ไม่สามารถอยู่รอดได้ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรารู้ว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังจะมา และพยายามหาวิธีรับมือกับมัน เราอาจพลิกวิกฤตเป็นโอกาสและต่อยอดธุรกิจของเราได้เช่นกัน

เรื่องของ คุณพิทักษ์ ปลื้มพิทักษ์กุล ที่ผมอ่านเจอในบางกอกโพสต์ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงครับ

คุณพิทักษ์เป็นเจ้าของ อิเลคโทรนิค-พลาซาสยามทีวี บริษัทค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าในเชียงใหม่ ยามที่การแข่งขันร้อนระอุด้วยกลยุทธ์ด้านราคาของผู้ค้าปลีกรายใหญ่ แทนที่จะรอตั้งรับ เขาตัดสินใจเป็นฝ่ายรุกก่อนด้วยกลยุทธ์หลายอย่างที่คาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าแรกที่กล้าการันตีราคา ถ้าเจอที่อื่นขายถูกกว่า ยินดีคืนเงินให้ ทุก ๆ 10 วัน เขาจะส่งทีมงานออกไปสำรวจห้างร้านต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าที่ร้านมีราคาถูกที่สุดในตลาด หรือการสร้างความประทับใจด้วยบริการ “สายฟ้าแลบ” ที่ส่งของถึงบ้านลูกค้าด้วยความรวดเร็ว เท่าที่อ่านในข่าว ของจะมารออยู่ที่ประตูก่อนที่ตัวลูกค้าจะกลับถึงบ้านด้วยซ้ำ

ผมชอบที่คุณพิทักษ์บอกว่า ก่อนที่จะขอให้คนอื่นช่วย เราต้องช่วยเหลือตัวเองก่อนโดยการทำงานให้หนักขึ้น สร้างทีมที่ดีและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา

เขาปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพการแข่งขันที่เปลี่ยนไปได้ทันเวลาและสามารถนำธุรกิจฝ่าวิกฤตครั้งใหญ่มาได้อย่างน่าประทับใจ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ผู้นำวันนี้จำเป็นต้องมีหากอยากยู่รอดและประสพความสำเร็จ

ชาลส์ ดาร์วิน เคยพูดไว้ว่า สิ่งมีชีวิตที่สามารถอยู่รอดได้ ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุด แต่คือสิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้

ในความรู้สึกผม ถึงเวลาจะผ่านมากว่าร้อยปีแล้ว คำพูดนี้ก็ยังเป็นความจริงไม่เสื่อมคลาย

ถ้าไม่ปรับตัว ก็ไม่มีทางรอด ถ้าไม่สู้ ก็ไม่มีทางชนะ.

ที่มา : คอลัมน์ Quote of the day โดย ซิคเว่ เบรคเก้ นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 มกราคม 2550

Leave a Reply