My motto in life is to be humble and endlessly persist and strive. I really believe that there is nothing that can be gained without effort

“My motto in life is to be humble and endlessly persist and strive. I really believe that there is nothing that can be gained without effort” – Rain

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมได้รับเชิญไปพูดให้นักศึกษามหาวิทยาลัยจากทั่วโลกกว่า 2,500 คนฟัง ในหัวข้อว่า ทำอย่างไรจึงจะประสพความสำเร็จในชีวิต

เนื่องจากเวลาค่อนข้างจำกัด บวกกับกลุ่มคนฟังยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ผมเลยคิดว่าจะต้องหารูปและเรื่องประกอบที่น่าสนใจและสอดคล้องกับวัยและความสนใจของพวกเขาให้มากหน่อย

ดังนั้นแทนที่จะพูดแต่เรื่องของตัวเอง (ซึ่งเด็ก ๆ คงเห็นว่าไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่) ผมนั่งเสิร์ชกูเกิลเพื่อหาประวัติคนที่น่าจะเป็นต้นแบบให้แก่เด็ก ๆ วัยนี้ได้

แล้วผมก็เจอ “เรน” นักร้อง นักแสดง ขวัญใจชาวเกาหลีและเอเชีย ผมต้องขอสารภาพว่าก่อนหน้าที่จะอ่านเรื่องของเขา ผมไม่เคยรู้จักนักร้องคนนี้เลย แต่ที่ค้นหาชื่อเขาเจอก็เพราะผมไปเปิดเว็บไซต์ของนิตยสารไทม์ ที่มีการจัดอันดับบุคคลที่มีอิทธิพลในโลก 100 คน และ “เรน” เป็นหนึ่งในบุคคลที่ไทม์จัดไว้ในอันดับต้น ๆ สำหรับสาขานักร้องและนักแสดง

เท่าที่อ่านเจอ “เรน” เป็นนักร้องชาวเกาหลีที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในบ้านและต่างประเทศ เขาได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมาย ยิ่งอ่านผมก็ยิ่งทึ่งในความสามารถของเขา ยิ่งค้นข้อมูลก็ยิ่งพบว่าเขาน่าจะเป็นต้นแบบให้กับเด็ก ๆ สมัยนี้ได้อย่างดี

บทสัมภาษณ์ของเขาที่ไปพูดในรายการ ทอล์ก เอเชีย ของซีเอ็นเอ็น เป็นบทสัมภาษณ์ที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งที่ผมเคยอ่านเจอ

“เรน” เล่าว่าเขามาจากครอบครัวที่ฐานะไม่ดีนัก เริ่มสนใจในการเต้นรำตั้งแต่อยู่ ป. 6 และฝึกฝนการเต้นมาตลอด แต่ก่อนที่จะกลายเป็นนักร้องดังอย่างทุกวันนี้ เขาต้องผ่านอุปสรรคมากมาย

หลังจากผ่านการเป็นแดนเซอร์ให้นักร้องหลายคน เขาเริ่มคิดว่าเขาอยากจะเป็นนักร้องมากกว่า เพราะการเป็นนักร้องเขาสามารถเต้นได้อย่างอิสระไม่ต้องถูกบล็อคด้วยสเต็ปบังคับของใคร แต่กว่าจะได้ออกอัลบั้มของตัวเอง เขาถูกปฏิเสธจากค่ายเพลงถึง 12 ครั้ง ด้วยเหตุผลเพียงว่าเขาไม่หล่อพอเนื่องจากมีตาชั้นเดียว! ค่ายเทปบางแห่งถึงขนาดบอกให้เขาไปทำศัลยกรรมก่อนแล้วค่อยกลับมาให้พิจารณาใหม่!

สิ่งที่ผมทึ่งมากก็คือ เด็กหนุ่มวัย 20 ต้น ๆ คนนี้ไม่เคยท้อและไม่เคยหยุดที่จะไล่ตามความฝันของตัวเอง เขายอมรับว่าการเปลี่ยนอาชีพจากแดนเซอร์มาเป็นนักร้องมีความเสี่ยงสูงที่จะพลาด แต่เขาพร้อมยอมรับความเสี่ยงทุกอย่าง และพร้อมที่จะฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่เขาตั้งเอาไว้

เมื่อได้เข้าสังกัดค่ายเทปแล้ว เขาก็ยังไม่ได้ออกอัลบั้มของตัวเองอยู่ดี แต่ระหว่างนั้นก็เพียรฝีกซ้อมร้องเพลงและเต้นรำไปพร้อม ๆ กัน ทั้ง ๆ ที่ไม่มีเงินเขาก็ไม่ย่อท้อ เขาเล่าว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่ต้องฝึกซ้อมต่อไป ถึงแม้ว่าจะไม่ได้กินอะไรเลยถึง 4 วัน

ถึงวันนี้เขาจะกลายเป็นนักร้องชั้นนำของเอเชีย อัลบั้มหนึ่งขายได้เป็นล้านแผ่น เขาก็ยังไม่หยุดซ้อม ยังมีวิญญาณของนักสู้ที่โหยหิวความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา ความฝันของเขาก็คือ อยากจะเป็นนักร้องเอเชียที่ประสพความสำเร็จในอเมริกา เขายอมรับว่า เขาไม่รู้ว่าความฝันนี้จะเป็นจริงเมื่อไร มันอาจจะใช้เวลา 3 ปี 4 ปี หรือ 10 ปี แต่เขาเชื่อมั่นว่ามันจะต้องเกิดขึ้น หากเขาพยายาม

ถึงจะมีนักน้องหน้าใหม่เกิดขึ้นทุกวันในวงการ เขาก็ไม่หวั่น เพราะยึดมั่นในเรื่องการทำงานหนัก เขาฝึกซ้อมทั้งวัน ทุกวัน และยิ่งช่วงไหนที่ต้องออกคอนเสิร์ต เขาจะนอนแค่สองชั่วโมงเท่านั้น จริงอยู่ที่อาจจะมีนักร้องใหม่ที่หน้าตาดีกว่า เต้นเก่งกว่า แต่เขาเชื่อว่าถ้าเขายังคงฝึกซ้อมอยู่ ระหว่างที่คนอื่นกำลังหลับ เขาจะมีพัฒนาการที่ดีกว่าอย่างแน่นอน

ทุกอย่างที่เขาพูดมานี้ น่าจะเป็นเคล็ดลับไปสู่ความสำเร็จให้กับทุกคนได้ ไมว่าจะนักเรียน หรือคนทำงาน

ผมเชื่อว่าถ้าเรารู้ว่าเรารักจะทำอะไร เราก็ประสพความสำเร็จไปกว่าครึ่งแล้วครับ ที่เหลือก็อยู่ที่ใจว่ามีความมุ่งมั่นแค่ไหนที่จะทำให้สิ่งที่ปรารถนาเป็นความจริงขึ้นมา ระหว่างทางเราต้องเจออุปสรรคต่าง ๆ แน่นอน แต่ถ้าเราอดทน พร้อมที่จะเสี่ยง ไม่เกี่ยงงานหนัก หมั่นพัฒนาตัวเอง ไม่ท้อใจหากถูกปฏิเสธ และทำวันนี้ให้ดีทีสุด เราน่าจะผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปได้

ที่สำคัญอย่ากลัวที่จะฝันนะครับ การมีความฝันที่อาจจะดูไกลตัวไม่ใช่เรื่องน่าอาย ดูอย่าง “เรน” เขาไม่อายที่จะบอกว่าเขาฝันที่จะเป็นนักร้องดังในอเมริกา ถึงแม้ว่าการแข่งขันจะสูงเป็นทวีคูณเมื่อเทียบกับตลาดเพลงในเอเชีย ประกอบกับวันนี้เขาเองก็ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ แต่การที่ปักธงไว้สูง ก็ทำให้เขาต้องบากบั่นมากขึ้น

ทุกวันนี้เขาเรียนภาษาอังกฤษทุกวันเพื่อที่วันหนึ่งเขาจะสามารถสื่อสารกับกลุ่มแฟนเพลงได้อย่างไม่มีปัญหา เขาบอกว่าครั้งหน้าหากมีโอกาสมาออกซีเอ็นเอ็นอีก เขาจะให้สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่ต้องผ่านล่าม

คุณคิดว่าเขาจะทำได้มั้ยครับ?

ผมเชื่อว่าได้และจะรายงานผลให้ทราบต่อไปครับ.

ที่มา : คอลัมน์ Quote of the day โดย ซิคเว่ เบรคเก้ นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 19 มกราคม 2550

Leave a Reply