I don’t know the key to success, but the key to failure is trying to please everybody
“I don’t know the key to success, but the key to failure is trying to please everybody” - Bill Cosby
มีนักจิตวิทยาหลายคนบอกว่าสิ่งพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนต้องการนอกเหนือไปจากปัจจัยสี่ ก็คือความรักและการยอมรับในสังคม ซึ่งนั่นอาจเป็นสาเหตุว่าทำไมบางคนถึงได้พยายามอย่างเหลือเกินที่จะทำดีกับทุกคน เพราะเชื่อว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้ตนเป็นที่ยอมรับและเป็นที่รัก
แต่จะมีกี่คนที่ได้ตามที่หวังครับ?
ผมรู้ว่ามันอาจฟังดูโหดร้าย แต่ในความเป็นจริงนั้น เราอาจจะทำให้คนบางคนพึงพอใจได้ในบางเวลา แต่เราไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ตลอดเวลา ดังนั้น หากวันนี้คุณกำลังทำงานอะไรสักชิ้นหนึ่ง และต้องการหาคนมาช่วยติชม ไม่ต้องมองที่ไหนไกล นักวิจารณ์ที่สามารถให้ความเห็นที่จริงใจและตรงไปตรงมาที่สุด อยู่ใกล้ ๆ แค่นี้เอง
ก็ตัวคุณเองไงครับ!
ผมว่ามีหลายคน ที่พอว่างเมื่อใดก็มักจะสอดส่ายสายตาดูว่าคนอื่นเขาทำอะไรกันอยู่ แล้วก็เริ่มวิจารณ์ บางครั้งก็เป็นการติเพื่อก่อ บางครั้งก็แค่อยากจับผิดนิด ๆ หน่อย ๆ แก้เซ็ง แต่หากเรามีเวลามากพอในการวิจารณ์งานคนอื่น เราก็น่าจะมีเวลาวิจารณ์งานของตัวเองด้วยนะครับ
ความจริง ถ้าใจกว้างพอ เราน่าจะวิจารณ์ตัวเองได้ดีกว่าใคร ๆ เพราะทำงานนั้นมากับมือ รู้ความเป็นไปตั้งแต่ต้น แต่ปัญหาคือเรามักจะหาเหตุลำเอียงเข้าข้างตัวเองเสมอ จนบางทีก็ทำให้มองไม่เห็นข้อผิดพลาด ครั้นจะถามความเห็นจากใครสักคน จิตใต้สำนึกก็อาจกำหนดให้เลือกถามเฉพาะคนที่เขา (ดูเหมือน) ใจดีหน่อย เพราะรู้ว่าอย่างไรเสีย เขาก็จะเลือกพูดแต่สิ่งที่ดี ซึ่งท้ายสุดแล้ว เราก็จะได้ยินแต่ “คำชม” โดยไม่มี “คำติ” ให้สะเทือนใจ
แต่การหัดวิจารณ์ตัวเองอย่างตรงไปตรงมา จะทำให้เราเรียนรู้ข้อผิดพลาดของตัวเองได้ดีที่สุด ก่อนที่จะถามความเห็นคนอื่น เราน่าจะถามตัวเองว่างานที่ทำไปนั้นมีช่องโหว่ตรงไหนรึเปล่า พอหันไปถามคนอื่น แทนที่จะถามว่า “ชอบมั้ย” “ดีมั้ย” ก็ให้ถามว่า “งานนี้ยังมีข้อบกพร่องตรงไหนบ้าง” เพื่อจะได้ฟีดแบ็คที่ช่วยให้เราคิดอะไรได้รอบคอบขึ้น
แต่เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจก็ให้ระลึกไว้เสมอว่า ผลที่ได้ย่อมมีทั้งคนชอบและคนชัง เพราะโอกาสที่จะทำให้ใครบางคนไม่พอใจนั้นมีอยู่เสมอ แต่อย่าลืมว่า ทุกครั้งก่อนที่เราตัดสินใจทำอะไรลงไป เราได้เลือกแล้ว และต้องยอมรับผลที่จะตามมา
ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนต่างเคยทำพลาดกันมาทั้งนั้น แต่จะมีประโยชน์อะไรที่จะนั่งทอดอาลัย สิ่งที่เราควรทำคือ ขอบคุณสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นก้อนหิน หรือ ดอกไม้ ก็ขอให้น้อมรับไว้ เพราะมันคือบทเรียนที่สอนให้เราเข้าใจอะไร ๆ ได้มากขึ้น
หากทำผิดพลาดก็หาทางแก้ไข และที่สำคัญ พยายามอยู่กับปัจจุบันครับ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แม้จะเพิ่งผ่านไปเมื่อ 1 นาทีก่อน ก็ถือว่าเป็นเรื่องในอดีต เราต้องมีชีวิตอยู่กับ “นาที” นี้ที่เรามีอยู่ในมือ และทำ “นาที” นี้ให้ดีที่สุดต่างหาก
อย่าเสียเวลานั่งจมอยู่กับความรู้สึกผิด อย่าโทษตัวเองว่าบกพร่องอย่างแรงที่ทำให้คนอื่นไม่พอใจ เพราะยิ่งคิดก็จะยิ่งเครียด บอกตัวเองไว้ว่า ไม่มีใครพอใจ “อะไร” หรือ “ใคร” ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ
เมื่อคิดดีแล้ว เลือกแล้ว และตัดสินใจลงมือทำแล้ว ก็ขอให้หนักแน่นกับการตัดสินใจของตัวเอง อย่าปรับโน่นแต่งนี่เพียงเพื่อให้ทุกคนพอใจ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผลงานที่ออกมาอาจไม่เป็นที่พอใจของใครเลยสักคนรวมทั้งตัวคุณเอง แต่ให้ฟังทุกความเห็นและเลือกรับสิ่งที่เป็นประโยชน์ไว้เป็นแง่คิดในการพัฒนาตัวเองต่อไปจะดีกว่าครับ.
ที่มา : คอลัมน์ Quote of the day โดย ซิคเว่ เบรคเก้ นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550