It’s alright to be Goliath, but always act like David

“It’s alright to be Goliath, but always act like David” - Phil Knight

เคยได้ยินนิทานเรื่องเดวิดกับโกไลแอทมั้ยครับ

ตามท้องเรื่องโกไลแอทเป็นขุนศึกฝีมือฉกาจที่มีร่างกายสูงใหญ่น่าเกรงขาม วันหนึ่งด้วยความเชื่อมั่นในฝีมือของตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม โกไลแอทกรีธาทัพมาหยุดที่หน้าเมืองของเดวิดพร้อมตะโกนท้าทายให้คนในเมืองออกมาสู้กับตัวเองแบบตัวต่อตัว ถ้าแพ้ก็ต้องเสียเมือง แต่ถ้าชนะ เขาจะยอมศิโรราบแต่โดยดี

เจ้าเมืองวิตกอย่างมาก เพราะไม่รู้จะหาใครที่กล้าออกไปต่อกรกับโกไลแอทได้ แต่ในที่สุดเดวิด ลูกชาวนาตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งก็เสนอตัวออกไปรบ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอาวุธอะไรมากมาย นอกจากหนังสติ๊กกับดาบเล็ก ๆ เล่มหนึ่ง ความปราดเปรียวและกำลังใจที่กล้าแข็ง ทำให้เดวิดสามารถล้มยักษ์โกไลแอทได้อย่างที่ไม่มีใครคาดมาก่อน

ตอนเด็ก ๆ ผมฟังเรื่องนี้ไปเพลิน ๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก นอกจากเป็นนิทานที่สนุกดี

พอโตขึ้นและได้เข้ามาทำงานบริหาร ผมเริ่มคิดว่า ความจริงโลกธุรกิจก็ไม่ต่างกับนิทานเรื่องนี้สักเท่าไหร่ ถ้าให้แบ่งง่าย ๆ ผมว่าบริษัทที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้มีอยู่สองประเภท ประเภทแรกคือบริษัทยักษ์ใหญ่เหมือนโกไลแอท ที่ประสพความสำเร็จมาตลอด มีพลังอำนาจล้นเหลือทั้งในด้านการตลาดและเงินทุน ขยับตัวแต่ละทีก็สะเทือนไปทั้งวงการ ในขณะที่บริษัทประเภทที่สองนั้นเหมือนเดวิด คือเป็นบริษัทเล็ก ๆ ไม่มีทุนรอนอะไรมาก นอกจากกำลังใจและความมุ่งมั่นที่จะชนะ เหมือนนักมวยตัวเล็กที่ขยันต่อย วิ่งวนไปรอบ ๆ หาทางแย็บตลอดไม่เหน็ดไม่เหนื่อย

ผมไม่ได้บอกว่าอะไรดีหรือไม่ดี หรือแบบไหนดีกว่ากันนะครับ

การเป็น “พี่เบิ้ม” หรือ “ยักษ์ใหญ่” นั้นเป็นสิ่งดีแน่นอน เพราะหมายถึงความได้เปรียบหลายด้าน รวมทั้งเป็นเครื่องหมายแสดงความสำเร็จที่ทีมงานได้บุกบั่นฟันฝ่ากันมาหลายปี

แต่ปัญหาคือพอประสพความสำเร็จมาก ๆ เข้า บางบริษัทก็เริ่มจะอุ้ยอ้าย ตัดสินใจทำอะไรทีก็ต้องผ่านการอนุมัติหลายขั้นตอน แถมผู้บริหารก็อาจชะล่าใจว่าคงไม่มีคู่แข่งที่ไหนไล่ทันเพราะทิ้งช่วงห่างกันหลายขุม ดังนั้นจากที่เคยเป็นขุนศึกที่คล่องแคล่วในสนามรบก็กลายเป็นแม่ทัพที่เชื่องช้าและใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการรักษาฐานอำนาจภายใน มีหลายครั้งที่พวกเขาเหล่านี้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ เพียงเพราะกลัวว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะสั่นคลอนสถานภาพของตน

ในขณะที่บริษัทเล็ก ๆ นั้นเสียเปรียบเกือบทุกด้าน ทั้งกำลังเงิน กำลังคน แต่สิ่งที่บรรดามวยรองเหล่านี้มีคือสปิริตของนักสู้ ที่กล้าเสี่ยงและพร้อมที่จะทุ่มเทเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และเนื่องจากเป็นบริษัทเล็ก การขยับแต่ละก้าวมักจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว คิดปุ๊บ ลงมือปั๊บ เหมือนหน่วยรบที่พร้อมลงสนามทำศึกตลอดเวลา จะว่าไปองค์กรเล็กที่ประสพความสำเร็จหลายแห่งมักนำเอาข้อเสียเปรียบของตัวเองมาเป็นแรงผลักให้ตัวเองก้าวไปข้างหน้าได้อย่างน่าแปลกใจ

นอกจากนี้ บริษัทเล็ก ๆ เหล่านี้มักจะทำงานประสานกันได้ค่อนข้างลื่นไหล เพราะไม่มีโครงสร้างองค์กรที่ซับซ้อน อีกทั้งผู้นำหลายคนขององค์กรขนาดเล็กก็มักจะใช้วิธีการบริหารแบบถึงลูกถึงคนมากกว่า ดังนั้นเรามักไม่ค่อยเห็นช่องว่างระหว่างผู้บริหารกับพนักงานมากนัก ในขณะเดียวกัน บริษัทเหล่านี้มักจะไม่เหลิงไปกับความสำเร็จ เพราะรู้ว่าหนทางยังอีกไกลกว่าจะใหญ่โตกับเขาบ้าง

แต่เมื่อวันนั้นมาถึง ผมอยากให้คิดถึงคำพูดของ ฟิล ไนท์ เอาไว้เป็นเครื่องเตือนใจนะครับ

ผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอของไนกี้คนนี้เคยกล่าวไว้ว่า มันไม่ผิดที่จะเป็นโกไลแอท แต่ควรทำตัวให้เหมือนเดวิดด้วย

ฟิล ไนท์ สร้างไนกี้ขึ้นมาจากบริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในปี 1964 บริษัทนี้ทำเงินแค่ 3,240 เหรียญ แต่พอในปี 1996 ไนกี้มีรายได้สูงถึง 6.5 พันล้านเหรียญ หลังจากนำไนกี้ขึ้นครองตำแหน่งแชมป์ตั้งแต่ปี 1989 เป็นต้นมา ไนท์ไม่เคยหยุดที่จะมองหาโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ เสมอ เช่นการแตกไลน์ไปสู่ธุรกิจแฟชั่นชุดกีฬาสตรี ซึ่งก็ขายดิบขายดี หรือการขยายการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดที่มีอยู่ ถึงจะเป็นผู้นำมาหลายปี เขาไม่ยอมหยุดอยู่กับที่ให้ใครมาขโมยตำแหน่งแชมป์ไปง่าย ๆ เหตุการณ์ที่เขากลัวที่สุดและไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยในชีวิตก็คือวันที่หลาน ๆ เงยหน้าขึ้นถามเขาว่า “ไนกี้คืออะไร”

การก้าวขึ้นเป็นที่หนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การรักษาตำแหน่งแชมป์เอาไว้ยิ่งยากกว่า ดังนั้น ถ้าวันนั้นมาถึง อย่าให้ความสำเร็จมาบดบังจนมองไม่เห็นใครอยู่ในสายตา และให้รักษาสปิริตความเป็นมวยรองที่สามารถปรับตัวอย่างรวดเร็วและมีความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลานะครับ

ถ้าจะเป็นยักษ์ ก็ขอให้เป็นยักษ์ที่คล่องแคล่ว ถ้าจะเป็นผู้นำ ก็ขอให้นำด้วยสมอง ไม่ใช่ด้วยขนาดอย่างเดียวครับ.

ที่มา : คอลัมน์ Quote of the day โดย ซิคเว่ เบรคเก้ นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550

Comments are closed.