Move out of your comfort zone. You can only grow if you are willing to feel awkward and uncomfortable when you try something new

“Move out of your comfort zone. You can only grow if you are willing to feel awkward and uncomfortable when you try something new” – Brian Tracy

คนชอบมองผมแปลก ๆ หรือไม่ก็นึกว่าผมพูดเล่น เวลาที่ผมบอกว่าผมชอบเห็นลูกน้องรู้สึกเหมือนต้องประคองตัวอยู่ตรงปากเหวตลอดเวลา

แต่ผมหมายความอย่างที่พูดจริง ๆ นะครับ
เคยรู้สึกมั้ยครับว่า เวลาที่เจ้านายโยนงานใหม่มาให้ทำ โดยเป็นงานที่เราไม่เคยทำมาก่อน เราจะรู้สึกตื่นเต้น กดดัน เครียด

แต่ในขณะเดียวกันเราก็จะพยายามผลักดันตัวเองให้เรียนรู้มากขึ้น ทำการบ้านมากขึ้น คิดมากขึ้น

ถึงแม้ว่าเวลาลงมือทำจริง ๆ แล้ว มันจะมีพลาดอยู่ดี แต่ถ้าเราไม่ได้รับโอกาสให้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ ดูบ้าง เราก็คงไม่รู้ศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง

การที่นั่งประจำอยู่กับงานเดิม ถึงแม้เราจะมีประสบการณ์เต็มเปี่ยม ใคร ๆ ก็เชื่อมือว่าเราสามารถทำงานที่รับผิดชอบได้เป็นอย่างดี แต่ความเคยชินมักจะเป็นศัตรูกับความคิดสร้างสรรค์นะครับ แถมยังทำให้เราเคยตัว ชินกับสิ่งแวดล้อม เพื่อนร่วมงาน หรือลูกน้อง จนกลายเป็นสร้างอาณาจักรเล็ก ๆ หรือ comfort zone ของตัวเองขึ้นมา

ดังนั้น ผมถึงชอบโยกย้ายสลับคนไปมาในบริษัท ใครเคยทำการเงิน ผมก็ย้ายไปทำมาร์เก็ตติ้ง ใครเคยเป็นเอนจิเนียร์ ผมก็โยกไปดูงานขาย หรือใครที่ดูแลนักลงทุนสัมพันธ์ ผมก็ปรับให้ไปดูการพัฒนาบุคคลแทน

ที่ทำอย่างนี้ ก็เพราะผมต้องการดึงเขาออกจาก comfort zone ทำให้เขาต้องฟิตตัวเองอยู่ตลอดเวลา

แต่ไม่ใช่คิดจะย้ายใครก็ย้ายได้นะครับ เราก็ต้องดูแล้วว่าคนเหล่านี้มีศักยภาพที่จะไปต่อยอดงานด้านอื่นของบริษัทด้วย และที่สำคัญที่สุด เขาต้องมี “ทัศนคติที่ดี” ต่อการเปลี่ยนแปลงและเป็นคน “ใจสู้” พอที่จะรับความกดดันได้ ไม่ถอดใจกระโดดลงเหวหรือโกยแน่บกลับบ้านไปก่อน!

การเปลี่ยนทัศนคติของคนนั้นเป็นเรื่องยาก ถ้าเขาไม่ยอมรับหรือมีความคิดต่อต้านการเปลี่ยนแปลง การจะย้ายเขาออกจาก comfort zone เพื่อไปสู่ความท้าทายใหม่ คงเป็นเรื่องลำบาก

แต่ถ้าเขามีทัศนคติที่ดี มองโลกในแง่บวก และยอมรับการเปลี่ยนแปลง เขาก็จะไม่ปิดโอกาสตัวเองที่จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ คนประเภทนี้ล่ะครับ คือทรัพยากรที่เราต้องรักษาและพัฒนาต่อไป

สำหรับพวกที่ยังยึดติดกับความเคยชินแบบเก่า เราก็ต้องค่อย ๆ ปรับกันไป เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา แต่ผมเชื่อว่าการที่เราพยายามปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรไปเรื่อย ๆ พนักงานจะค่อย ๆ ซึมซับความเปลี่ยนแปลงไปได้เอง

สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้คือทำให้เขาเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว มันเป็นแค่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นในชีวิต ก็เท่านั้นเอง

ดูจากการลองย้ายคนที่ผ่านมา ผมว่ากว่า 90% ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากคนเหล่านี้ไม่มีประสบการณ์หรือความรู้ในงานใหม่มาก่อน เขาเลยเหมือนผ้าขาวที่พร้อมจะรับสิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา และมีไฟที่จะนำเสนอความคิดที่ทีมอาจจะไม่เคยคิดมาก่อน

ในขณะเดียวกันเขาก็เรียนรู้ที่จะพึ่งพาทีมเวิร์คมากขึ้น โดยหาวิธีที่จะปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงานใหม่ให้ได้ เพราะรู้ว่า ถ้าให้ทำคนเดียว คงทำไม่ได้แน่ และการที่ต้องปรับตัวเองตลอดเวลาทำให้พวกเขาเหล่านี้เติบโตขึ้นมากทั้งทางด้านความคิดและการทำงานร่วมกับคนอื่น

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นอีกอย่างหนึ่งก็คือ กำแพงที่เคยกั้นแต่ละแผนกออกจากกันนั้นเริ่มลดระดับลง เพราะคนมีการเปลี่ยนแปลง สลับหน้าที่กันมากขึ้น มีการย้ายแผนกกันตลอดเวลา ทำให้ต้องมีการพูดจาประสานงานกันบ่อย ๆ และเริ่มชินกับการเปลี่ยนแปลง และไม่ยึดติดกับแผนกหรือตำแหน่งเดิม ๆ

มีคนถามผมอีกว่า พวกที่ย้ายไปแล้วไม่ประสบความสำเร็จล่ะ จะทำอย่างไร

ผมก็แค่ปรับเขาไปสู่งานใหม่เท่านั้นเองครับ ตอนนี้เรามีโปรเจ็คต์ใหม่ ๆ ขึ้นมาตลอด ดังนั้นเขาอาจไม่ถึงขนาดต้องตัดขาดจากงานเดิมเสียทีเดียว เพียงแต่ต้องจัดเวลาของตัวเองให้ดีโดยแบ่งงานให้ลูกน้องทำมากขึ้น เพื่อที่ตัวเองจะได้มีเวลาทำโปรเจ็คต์ที่ได้รับมอบหมายด้วย

ผมว่าพอทำโปรเจ็คต์หนึ่งสำเร็จ เขาอาจสนใจทำโปรเจ็คต์ใหม่ต่อไปเรื่อย ๆ ก็ได้ เพราะถึงมันจะเครียดและกดดันที่ต้องยืนอยู่ปากเหว แต่ชีวิตมันน่าจะมีรสชาติและตื่นเต้นกว่าต้องทำงานเดิม ๆ ตลอดเวลา เป็นไหน ๆ จริงมั้ยครับ.

ที่มา : คอลัมน์ Quote of the day โดย ซิคเว่ เบรคเก้ นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 29 กันยายน 2549

Share this article:
  • del.icio.us
  • Digg
  • Technorati
  • Google
  • YahooMyWeb
  • Left Hit
  • Kudd
  • Bogtor
  • Dunweb
  • Siam Collective

Leave a Reply