The organization that can’t communicate can’t change, and the corporation that can’t change is dead.
“The organization that can’t communicate can’t change, and the corporation that can’t change is dead.” – Nido Qubein
หลายวันก่อนผมได้รับอีเมล์จากผู้อ่านท่านหนึ่ง บอกว่าได้ยินผมพูดถึงเรื่องการยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อย ๆ ซึ่งส่วนมากก็จะเน้นไปที่เรื่องการปรับทัศนคติของพนักงาน หรือการที่ผู้นำหรือผู้บริหารระดับสูงทำให้ดูเป็นตัวอย่างก่อนว่าการยอมรับการเปลี่ยนแปลงและการพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนั้นมีประโยชน์อย่างไรในการทำงานและการทำธุรกิจในปัจจุบัน
แฟนคอลัมน์ท่านนี้บอกว่าค่อนข้างเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ แต่ยังคงติดใจสงสัยอยู่นิดหน่อยว่า แล้วผมมีวิธีในการเปลี่ยนทัศนคติของบรรดาผู้บริหารและพนักงานอย่างไร นอกจากการทำให้ดูเป็นแบบอย่าง
คำตอบง่าย ๆ เลย ก็คือ การสื่อสารครับ
เพราะการจะโน้มน้าวใครหรือทำให้เขาเข้าใจและยอมรับในสิ่งที่เราเสนอนั้น เราต้องมีการอธิบาย พูดคุยกับเขาอย่างต่อเนื่อง เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนนักการเมืองไงครับ นักการเมืองที่ประสบความสำเร็จ มักจะมีคุณสมบัติเด่นอยู่ 2 อย่าง หนึ่งคือเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ และสองคือเป็นนักสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
เมื่อมีนโยบายที่ชัดเจนแล้ว นักการเมืองต้องมีวิธีพูดเพื่อทำให้ประชาชนเชื่อมั่นและ “ซื้อ” ไอเดียของเขา ความจริงจะว่าไป ผมว่านักการเมืองกับนักธุรกิจก็คล้าย ๆ กันในแง่นี้ครับ นักธุรกิจเมื่อมีสินค้าที่ดีแล้วก็ต้องมีความสามารถที่จะสื่อสารเพื่อโน้มน้าวใจผู้บริโภคให้อยากมาลองใช้สินค้าของตัวเอง เช่นเดียวกับผู้นำองค์กรทั้งหลาย ซึ่งนอกจากจะต้องมีวิสัยทัศน์แล้ว ยังต้องมีทักษะด้านการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานและพนักงานเพื่อให้ทุกคนเข้าใจและพร้อมจะก้าวไปในทิศเดียวกัน โดยผู้นำที่ดีต้องสามารถเป็นทั้งนักพูดที่ดีแล้วและนักฟังที่ดีด้วย
ผมเชื่อว่าหลาย ๆ บริษัทก็คงมีหน่วยงานสื่อสารภายในกันอยู่แล้ว ซึ่งเครื่องมือที่ใช้สื่อสารกับพนักงานที่เราพบเห็นโดยทั่วไป ก็คงหนีไม่พ้นอีเมล์ เว็บไซต์ภายใน ป้ายประกาศตามที่ต่าง ๆ รวมไปถึงอาจมีรายการวิทยุภายในด้วย ซึ่งทุกช่องทางที่พูดมานี้ล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น หากเราเลือกใช้มันให้ถูกที่ถูกเวลา และพยายามสร้างเครื่องมือใหม่ ๆ ที่ทำให้การสื่อสารในองค์กรเป็นการสื่อสารแบบสองทาง ไม่ใช่จากบนลงล่างอย่างเดียว
โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นคนชอบพบปะพูดคุยกับผู้คน ชอบเขียนหนังสือ ชอบอ่าน และชอบฟัง ผมเลยพยายามที่จะใช้ความชอบส่วนตัวนี้ให้เป็นประโยชน์ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้วยครับ
อย่างเช่น ตอนนี้ได้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วที่เวลาผมอ่านเจอคำคมดี ๆ ที่ไหน ผมมักจะส่ง SMS ไปให้เพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ หรือหากผมไปอ่านบทความอะไรที่ดี ๆ น่าสนใจและสามารถกระตุ้นกระบวนการคิดการทำงานของพนักงานได้ ผมก็มักจะแชร์บทความเหล่านั้นกับพนักงานผ่านทางอีเมล์บ้าง หรือ เว็บไซต์บ้าง โดยมักจะตบท้ายให้คนเขียนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกัน
ซึ่งพอทำบ่อยเข้า จากที่อาจจะเคยกลัว ๆ พนักงานก็เริ่มกล้าเขียนแสดงความคิดเห็นกลับมา ที่น่าดีใจคือมีคนเขียนว่าไม่เห็นด้วยกับบางอย่างที่ผมพูดด้วย ผมว่านี่คือนิมิตหมายที่ดีมาก ๆ ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างทางความคิด ในขณะที่อีกหลายคนก็ส่งเรื่องราวดี ๆ ที่เขาอ่านเจอมาให้ผมหรือเสนอแนะไอเดียใหม่ ๆ ในการทำงาน ซึ่งผมก็จะตอบกลับไปด้วยตัวเองทุกครั้ง หรือหากข้อเสนอแนะใดน่าสนใจ ผมจะเชิญพนักงานท่านนั้นมาคุยกันเลย
อีกธรรมเนียมหนึ่งที่ผมเริ่มทำมาได้สองปีแล้วก็คือการซื้อหนังสือแจกเพื่อนร่วมงานครับ พอใกล้ปีใหม่ ผมจะไปเดินช้อปปิ้งตามร้านหนังสือ เห็นเล่มไหนเหมาะกับใคร ก็จะซื้อมาเป็นของขวัญปีใหม่ให้ซะเลย ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของคน ๆ นั้น หรือมีเนื้อหาที่อาจเป็นประโยชน์ในการพัฒนาศักยภาพเขาต่อไป
ที่มา : คอลัมน์ Quote of the day โดย ซิคเว่ เบรคเก้ นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 มีนาคม 2550
Popularity: 3% [?]
Related posts
- It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent that survives. It is the one that is the most adaptable to change.
- An organization can only ‘walk the talk’ when its managers deliberately shape its internal reality to align with its brand promise
- We are not in the coffee business serving people. We are in the people business serving coffee
- I don’t know the key to success, but the key to failure is trying to please everybody
- Leaders don’t create ‘followers’. They create ‘leaders’