Be who you are and say what you feel, because those who mind don’t matter and those who matter don’t mind!

“Be who you are and say what you feel, because those who mind don’t matter and those who matter don’t mind!” – Dr. Seuss

การพูดความจริงหรือการเป็นตัวของตัวเองเป็นเรื่องที่ยากพอดูนะครับ โดยเฉพาะในโลกที่ไม่ค่อยยอมรับความจริงหรือในสังคมที่อยากเห็นทุกคนเหมือนหลุดออกมาจากเบ้าหลอมเดียวกัน

มีหลายครั้งที่เราพบว่าตัวเองอยู่ในฐานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะพูดสิ่งที่คิดออกมาดัง ๆ ก็กลัวคนอื่นจะไม่พอใจ จะแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมามาก ๆ ก็เกรงว่าจะทำให้คนอื่นหมั่นไส้อีก

แต่ถ้าเราไม่พยายามรักษาจุดยืนและปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามที่คนอื่นคาดหวัง คนที่จะรู้สึกแย่ที่สุดก็คงไม่พ้นตัวเราเอง

ผมรู้ว่าเป็นเรื่องพูดง่ายแต่ทำยาก แต่คงไม่ผิดอะไรที่จะลองนะครับ

เมื่อหลายเดือนก่อนมีคนถามผมว่าจะทำอย่างไรดีถ้าบังเอิญไปรู้ความจริงบางอย่างที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ไม่กล้าบอกเจ้านาย เพราะมันเป็นงานของคนอื่น ซึ่งตนไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบอะไรด้วย

ผมนิ่งฟังก่อนจะถามกลับไปสั้น ๆ ว่า แล้วคุณคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าคุณเก็บเรื่องนี้เป็นความลับต่อไป เขามองหน้าผมนิดหนึ่ง ถอนใจยาว แล้วตอบว่า ถ้าไม่บอกใคร บริษัทอาจจะเสียหายได้ ผมก็เลยแนะนำไปว่า ถ้าอย่างนั้นก็พูดความจริงไปเถอะ บอกคนที่เขาควรจะรู้ เพื่อที่เขาจะได้รีบหาทางป้องกันหรือแก้ไขปัญหานั้นก่อนที่จะลุกลามไปใหญ่โต

หลังจากนั้นไม่กี่วัน เขาอีเมล์มาหาผมพร้อมกับบอกว่า เขาแจ้งเจ้านายไปแล้ว ปัญหาคลี่คลายไปด้วยดี แต่เจ้านายดันไปบอกคนอื่นด้วยว่ารู้เรื่องนี้มาจากเขา ทำให้กังวลมากจะถูกเพื่อนร่วมงานตราหน้าว่าเป็นคนขี้ฟ้อง

ผมตอบอีเมล์นั้นไปง่าย ๆ ว่า อย่าวิตกไปเลย เพราะคนที่มีอำนาจตัดสินใจคือเจ้านายของเขา ซึ่งคนนี้ต่างหากที่เขาต้องคำนึงถึง ซึ่งก็โชคดีว่าเขาก็เข้าใจเราด้วย อีกอย่างหนึ่งคือ การที่ได้พูดสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง อย่างน้อยก็แสดงว่าเรามีความเคารพในตัวเอง

ผมคิดว่าการที่เรามีเรื่องไม่สบายใจบ่อย ๆ อาจจะมาจากการที่เรามีความคาดหวังกับความความรู้สึกของคนอื่นมากไป เลยทำให้ไม่ค่อยเคารพความรู้สึกของตัวเอง กลัวว่าคนนั้นจะคิดอย่างนี้ คนนี้จะคิดอย่างนั้น แต่ไม่เคยถามตัวเองว่า แล้วเราล่ะคิดอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น

แต่อย่าเข้าใจผิดว่าการทำตัวก้าวร้าวคือการแสดงความมั่นใจหรือความเป็นตัวของตัวเองนะครับ เราสามารถแสดงจุดยืนได้โดยไม่จำเป็นต้องก้าวร้าว และสามารถเป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องหยาบคาย

ถ้าจำไม่ผิด ประมาณต้นปี มีรายการทีวีมาสัมภาษณ์ผมถึงเกณฑ์ในการเลือกคนเข้าทำงาน เขาถามว่าถ้ามีคนแต่งชุดราชปะแตนเดินยิ้มร่าเข้ามาสมัครงาน ผมจะคิดอย่างไรกับคน ๆ นั้น ผมบอกว่า ผมคงชอบนะ เพราะหมายความว่าเขาต้องมีความกล้าระดับหนึ่งเลยทีเดียวที่ใส่ชุดนั้นมาสมัครงาน และไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนด้วย

แต่การที่เราจะรับใครสักคนเข้ามาเป็นเพื่อนร่วมงาน เราคงไม่ได้ดูแค่รูปลักษณ์ภายนอกอย่างเดียว การพูดคุยกันจะช่วยให้เรามองเห็นความเป็นตัวตนรวมทั้งทัศนคติของคน ๆ นั้นได้มากกว่า

เวลาสัมภาษณ์พนักงานใหม่ ผมจึงมักจะถามคำถามที่ท้าทายให้เขาแสดงความคิดเห็นและความเป็นตัวตนออกมาให้มากที่สุด บางคำถาม เช่น อะไรทำให้คุณเศร้า อะไรที่ทำให้คุณเสียใจ หรือ ถ้าเขาอยู่ในสถานการณ์ที่เล่ามาข้างต้น เขาจะรับมือกับปัญหาอย่างไร ฯลฯ อาจฟังดูไม่เห็นเกี่ยวกับงานที่มาสมัครเลย
แต่อย่างน้อยเราพอจะเดาได้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร มีความเป็นตัวของตัวเองมากน้อยแค่ไหน กล้าพูดในสิ่งที่คิดและกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่

แต่ที่สำคัญคือ บรรดาเจ้านายก็ต้องยอมรับได้ด้วยนะครับถ้ามีลูกน้องพูดความจริงที่อาจแสลงใจบ้าง เพราะถ้าเจ้านายเอาแต่บอกว่าจงเป็นตัวของตัวเอง มีอะไรก็พูดได้ แต่พอเอาเข้าจริง กลับโกรธหรือไม่พอใจ มันก็ไม่แฟร์ แถมทำให้ไม่มีใครกล้าพูดความจริงอีกต่อไป ปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไข คนก็จะหมดกำลังใจ และเราก็คงต้องอยู่ต่อไปในโลกที่ไม่มีใครอยากพูดความจริง.

ที่มา : คอลัมน์ Quote of the day โดย ซิคเว่ เบรคเก้ นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 24 พฤศจิกายน 2549

Popularity: 5% [?]

Related posts

This entry was posted on Sunday, October 26th, 2008 and is filed under My Life As a Coach. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

Tag Cloud