อัตราส่วนทางการเงิน P/E ROA ROE และ P/BV

-->

สวัสดีครับ ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เข้ามาอัพเดต blog เท่าไหร่ เหตุผลหนึ่งเนื่องจากภาระหน้าที่การงาน ส่วนอีกเหตุผลก็คือไม่รู้จะมาเขียนอะไรดี เพราะพองานเยอะก็ไม่ค่อยได้มีเวลาศึกษาเพิ่มเติม เพราะอย่างที่เคยบอกไว้แต่แรกว่าผมก็ไม่ใช่เซียนหุ้นมาจากไหน แต่มีความสนใจในการเก็งกำไรและการลงทุน blog นี้ก็เหมือนสมุดโน้ตที่ผมใช้จดในสิ่งที่ได้อ่านหรือศึกษามา ถ้าผู้อ่านท่านใดอยากจะแชร์ความรู้หรือเขียนอะไรลงใน blog ผมก็ติดต่อเข้ามาได้นะครับ ถือว่าเป็นวิทยาทานแก่ผู้อ่านท่านอื่นๆด้วย

วันนี้ก็จะขอยกเรื่องอัตราส่วนทางการเงินขึ้นมาทบทวนอีกสักครั้ง หลังจากได้เคยนำบทความเรื่อง การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis) มาลงไว้ เพราะตัวผมเองก็ยังสับสนกับอัตราส่วนพวกนี้อยู่บ่อยๆ ถ้าผมเขียนหรือเข้าใจอะไรผิดไปก็รบกวนช่วยแนะนำโดยการคอมเม็นต์ไว้ก็ได้ครับ

หลังจากคราวที่แล้วได้แนะนำหนังสือ คัมภีร์สุดยอดนักลงทุน (THE LITTLE BOOK that BEATS the MARKET) ที่นำเสนอสูตรสำเร็จการลงทุนซึ่งใช้อัตราส่วนทางการเงิน 2 ตัวคือ P/E และ ROA ในที่นี้จะขอทบทวนอีกครั้งว่าอัตราส่วนทั้ง 2 ตัวนี้มีความหมายอย่างไร

P/E (Price/Earning per Share) หรืออัตราส่วนระหว่างราคาหุ้นและกำไรต่อหุ้น ถ้าสมมติให้กำไรของบริษัทคงที่ตลอดหรือไม่มีการเติบโตเลย ค่า P/E จะหมายถึงระยะเวลาที่ใช้ในการคืนทุน เช่น ถ้าเราซื้อหุ้นราคา 10 บาท โดยหุ้นนั้นมีค่า P/E อยู่ที่ 5 เท่า หมายความว่ากำไรต่อหุ้นเท่ากับ 2 บาท เมื่อเราถือหุ้นนี้ไป 5 ปี กำไรต่อหุ้นจะเท่ากับ 2 x 5 คือ 10 บาท ซึ่งเท่ากับราคาต้นทุนที่เราซื้อนั่นเอง ค่า P/E นี้ยิ่งต่ำยิ่งดีครับ เพราะผู้ลงทุนสามารถคืนทุนได้เร็ว

ROA (Return On Assets) เป็นค่าที่บ่งบอกถึงความสามารถในการทำกำไรจากสินทรัพย์ของบริษัท โดยคำนวณจาก Net Income/Total Assets โดยสินทรัพย์สุทธิ (Total Assets) ของบริษัทนั้นประกอบด้วยส่วนของผู้ถือหุ้นและส่วนของหนี้สิน ค่า ROA นี้ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะแสดงว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรสูงเมื่อเทียบกับมูลค่าสินทรัพย์ที่ลงทุน หากค่า ROA ของบริษัทต่ำกว่า 5% นักลงทุนมืออาชีพมักจะไม่ให้ความสนใจกับบริษัทนั้น

นอกจากอัตราส่วนสองตัวที่กล่าวถึงในหนังสือคัมภีร์สุดยอดนักลงทุนแล้ว ลองมาดูอัตราส่วนตัวอื่นที่นักลงทุนแบบเน้นคุณค่านิยมใช้ในการเลือกหุ้นกัน

ROE (Return on Equity) เป็นตัวที่บ่งบอกถึงความสามารถของบริษัทในการนำเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นไปทำให้งอกเงยได้ในอัตราผลตอบแทนเท่าไหร่ ซึ่งคำนวณจาก Net Income/Equity ค่า ROE นี้ยิ่งสูงยิ่งดี โดยนักลงทุนมืออาชีพจะมองหาหุ้นที่มีค่า ROE สูงกว่า 12-15% อย่างต่อเนื่องหลายๆปี

หากนำค่า ROA และ ROE มาพิจารณาแล้วจะพบว่าอัตราส่วนทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันคือเป็นตัวบ่งบอกความสามารถในการทำกำไรของบริษัท จุดแตกต่างกันที่สำคัญของอัตราส่วนทั้งสองจะอยู่ที่หนี้สินของบริษัท เนื่องจาก Assets = Equity + Liabilities ดังนั้นจากสูตรการหาค่า ROA และ ROE จะเห็นว่าถ้าบริษัทไม่มีหนี้สินค่าหรือ Liabilities มีค่าเท่ากับ 0 เราจะคำนวณค่า ROA ได้เท่ากับ ROE แต่หากบริษัทมีหนี้สินเยอะอาจทำให้ค่า ROA ที่ได้มีค่าต่ำในขณะที่ ROE มีค่าเท่าเดิม ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ควรระวังหากพิจารณาเฉพาะค่า ROE ที่สูงๆโดยไม่พิจารณาถึงหนี้สินของบริษัท

อัตราส่วนอีกตัวที่นิยมนำมาใช้ในการเลือกหุ้นคุณค่าและจะพูดถึงเป็นตัวสุดท้ายในวันนี้ก็คือ

P/BV (Price/Book Value) โดย Book Value คิดมาจาก Equity/Number of Shares โดยทั่วๆไปแล้วค่า P/BV นี้ยิ่งต่ำยิ่งดี ตัวเลขมาตราฐานที่มักจะใช้เป็นฐานก็คือ 1 เท่า หากสามารถซื้อหุ้นที่มีค่า P/BV น้อยกว่า 1 ได้ก็หมายความว่าเราสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัท

หลังจากได้ทบทวนอัตราส่วนทางการเงินที่นักลงทุนหุ้นคุณค่านิยมใช้ในการพิจารณาเลือกหุ้นที่จะซื้อกันแล้ว คราวหน้าหากมีโอกาสเราลองมาดูความสัมพันธ์ของอัตราส่วนพวกนี้กันดูครับ

Related posts

This entry was posted on Monday, February 23rd, 2009 and is filed under Fundamental Analysis, Value Investment. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.
  • เจริญชัย

    ผมสงสัยครับว่า ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ ทำไมไม่ตรงกับทฤษฎีเลยละครับ

    เช่น กรณี หุ้น STA
    ปี 2549 ROE มากกว่า ROA
    ปี 2550 ROE น้อยกว่า ROA
    เป็นไปได้อย่างไรครับ ค่า ROE ควรจะสูงกว่า ROA เสมอไม่ใช่หรือครับ

    ข้อมูลของ STA = http://www.set.or.th/set/companyhighlight.do?symbol=STA&language=th&country=TH

    และกรณี หุ้น DTAC
    มีหน้ตั้งเยอะ แต่ทำไม่ ROE กับ ROA เกือบจะเท่ากันเลยครับ

    ข้อมูบของ DTAC = http://www.set.or.th/set/companyhighlight.do?symbol=DTAC&language=th&country=TH

    • http://www.thaispeculator.com Taro

      ตรงนี้ได้คำตอบยังเอ่ย ถ้าได้แล้วอย่าลืมมาแชร์กันนะครับ
      ผมยังไม่ได้ไปลองดูตามที่คุณบอกเหมือนกัน :)

    • Mr.Chawit

      ถ้าเกิดว่า งบการเงินของเค้าบอกรายละเอียดไม่หมดล่ะ

      • Sopon_bus

        ถ้าทำได้ก็รอดตัวนะคับ แต่ถ้าเกิดโดนตรวจสอบย้อนหลัง ผู้ตรวจสอบบัญชี หรือคนที่เซ็นให้งบการเงินผ่าน มิสิทธ์ติดคุกหัวโตคับ

    • Limp_nicker

      แล้วหุ้นdtacมันดีหรือป่าวล่ะครับ ก็ไม่ต้องไปเล่นเล่นตัวที่พื้นฐานดีจริงๆแค่นั้นเลือกซัก3-4ตัวก็พอแล้วก็วางสถานะตัวเองว่าเป็นนักลงทุนระยะไหน สั้น กลาง ยาว สั้นก็เก็งกำไรเป็นวัน-อาทิตย์ ตามtechnicของหุ้นรายตัว และแนวโน้มตลาด(ระยะสั้นขณะนั้น) uptrend downtrend sideway สมมุติถ้าแนวโน้มตลาดขณะนี้เป็นsidewayคือขึ้นลงไปเรื่อยๆไม่รู้แนวโน้มจะขึ้นหรือลงในระยะสั้น(เดือน)แต่ต้องรู้ก่อนนะว่าตอนนี้แนวโน้มตลาดระยะกลาง(6-8ปี)เป็นแนวโน้มขึ้น วิธีเล่นก็คือถือยาวไม่ได้ลงทุนเป็นรอบๆ ไม่ถือยาวมาก,เงินของหุ้นตัวไหนเก็บไว้เล่นหุ้นตัวนั้น,ซื้อขายตามสัญญาณทางเทคนิคระยะสั้น ของหุ้นรายตัวไม่สนใจ SET Index,ถ้าแนวโน้มระยะสั้นเป็นuptrendก็ถือได้ยาวหน่อยแล้วรอสัญญานซื้อขายทางtechnic(เช่นสัญญานtopreversal,twodaytopreversal,bottomreversal,twodaybottomreversal)ประมานนี้(เป็นpricepattern)มีอีกหลายสัญญานลองไปศึกษากันต่อเอง ถ้าเป็นนักลงทุนระยะกลางก็ถือไปเลย6เดือนถึง2-3ปีไปเลยไม่ต้องไปสนใจมัน ระยะยาวก็ถือไปเลย3ปีขึ้นไม่ต้องไปดูมันชาตินึงดูที(ไม่ต้องปวดหัว)แต่ต้องเลือกหุ้นที่พื้นฐานดีจริงๆแล้วนะ(เช่นกลุ่มพลังงาน) ยกตัวอย่างbanpu ถ้าถือตั้งแต่3ปีที่แล้วไม่ไปยุ่งกับมันเลยนะวันนี้กำไรก็ประมาณ300%อย่างต่ำแล้ว เอาประมาณนี้ละกันนะครับเขียนมาให้อ่านกันเล่นๆไม่มีไรทำ ขอบคุณครับ

      • http://www.thaispeculator.com Taro

        ขอบคุณมากครับ เป็นประโยชน์มาก
        ว่างๆ แวะมาเขียนให้อ่านอีกนะครับ :p
        ถ้าไม่รบกวนจนเกินไป มาเขียนเป็นบทความเลยก็ได้ครับ อิอิ
        ช่วงนี้ผมก็ยุ่งๆ ไม่ได้เพิ่มบทความใหม่เลย

  • Mr.Chawit

    ถ้าเกิดว่า งบการเงินของเค้าบอกรายละเอียดไม่หมดล่ะ

  • http://www.thai-set.com M Maru

    ขอบคุณค่ะ

  • ออมทรัยพ์เด็กดี

    ขอบคุณครับ เป็นประโยชน์ดีครับ ผมอะงงกับอัตราส่วนทางการเงินนี่จริงๆ ครับ

Tag Cloud