DSM (17) – Q&A DSM จากใจถึงใจ

Q. สิ่งที่สำคัญที่สุดใน DSM คืออะไร
A. แนวคิดและใจ (วิธีการมาทีหลัง พลิกแพลงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา)
แนวคิดที่สำคัญจริงๆก็คือ เราต้องการหากระแสเงินสดแฝงจากการซื้อขายหุ้นในพอร์ตของเราเอง เพื่อมาเพิ่มจำนวนหุ้นในพอร์ต มูลค่าของพอร์ตจะเป็นอย่างไรยังไม่ใช่ประเด็นหลัก
ถ้าใจโลเลของชาว DSMers แบบลูกครึ่งจะแสดงออกมาเวลาที่หุ้นขึ้น ๆ ลง ๆ แล้วเราคาดเดาตลาด (สังเกตว่า เดาถูกเราดีใจ เดาผิดเราเสียดาย อะไรแบบนี้ เมื่อเกิดความรู้สึกแบบนี้ให้รีบฉุกคิดว่าตอนนี้กำลังเดาอยู่นะผิดวัตถุประสงค์แล้ว) โดยเฉพาะเวลาที่หุ้นขึ้น เราอยากจะขายตรงจุดที่คิดว่า Peak 100% เหมือนตอนเก็งกำไร ซึ่งเราก็รู้ว่าทำไม่เคยได้ก็เลยอยากจะหาวิธีที่ไม่ต้องเดาตลาดจึงมาเลือกวิธีนี้ พอมาเลือกแล้วจะเดากันอีกทำไม ถ้าอย่างนั้นก็มาเล่นเก็งกำไรกันให้สนุกสนานเหมือนเดิมแล้วก็ร้องไห้ขายหมูซื้องูกันต่อไปดีกว่าไหม
ดังนั้น DSMer พันธุ์แท้ต้องไม่เดาตลาดและไม่สนมูลค่าพอร์ต ถึงราคาขายต้องขายตาม Step ถึงราคาซื้อต้องซื้อตาม Step ระยะยาวแล้วเห็นผลเอง มองให้เป็นการลงทุนระยะยาว ๆ

Q. ขายไปแล้วซื้อคืนไม่ได้ทำอย่างไรดี
A. ทำไมซื้อคืนไม่ได้รู้ไหม คำตอบคือหุ้นขึ้นไปแล้วไง หุ้นขึ้นไปแล้ว ถึงจุดชอร์ตแล้ว (ต้องมีช่วงห่างของจุดชอร์ตพอควรด้วย) ก็ต้องขายไปอีกทีละ step สมมติว่าซื้อคืนไม่ได้อีก หุ้นไปต่อ ขายอีกทีละ step ซื้อคืนไม่ได้อีก หุ้นขึ้นต่อ เห็นไหมว่า เราขายหุ้นไปในขณะที่หุ้นขึ้น
การที่เราขายหุ้นไปในขณะที่หุ้นขึ้นแสดงว่าเราได้เงินสดกลับมามากกว่ามูลค่าหุ้นตอนที่ซื้อ ภาษาเก็งกำไรเขาเรียกว่าขายได้กำไร (เพิ่มมูลค่าหุ้นขายไปได้เงินสดมากกว่าเดิมกลับมา มีแต่เรื่องดี) ไม่เห็นต้องสนใจตัวที่ยังซื้อคืนไม่ได้เลย
ทีนี้มาถึงจุดที่เราเหลือหุ้นในมืออีกสัก 10-20% ก็แสดงว่าราคาสูงขึ้นมามากแล้ว(สมมติอาจจะสูงกว่าราคาซื้อสัก 50 ช่องก็แล้วกัน) ซื้อกลับไม่ได้แก้ไขโดยการใช้ช่องว่าง นำเงินที่ได้จากการขายหุ้นของกองหลัง ซึ่งอีกนานกว่าจะซื้อคืนได้ไปซื้อหุ้นตัวอื่น (ซึ่งเราเล็งไว้แล้วว่าราคาถูกกว่ากองหลังที่ขายไปแล้ว ตรงนี้แนะนำด้วยความเห็นส่วนตัวว่าให้หาหุ้นที่เราจับตาราคาของมันอยู่ว่ากำลังลงสู่จุดOversold จะได้ผลดีมาก)

Q. ทำไมนำเงินกองหลังตรงนี้ไปซื้อหุ้นตัวอื่น
A. ก็เพราะว่าหุ้นขึ้นลง โดยเฉพาะหุ้นพื้นฐานดีจะวิ่งรวดเดียวลงมา 50 ช่องนั้นเกิดค่อนข้างนาน ระหว่างนั้นถ้าเราไม่ทำอะไรกับเงินสดในพอร์ตก็คือการเสียโอกาสหารายได้ (มีหุ้นคือใช้สร้างรายได้ รายได้คือกระแสเงินสดแฝง) ดังนั้นจึงนำเงินส่วนนี้เข้าซื้อหุ้นที่เล็งไว้ นั้นคือการแปลงร่าง

Q.ทำไมการนำเงินส่วนนี้เข้าซื้อหุ้นที่เล็งไว้จะไม่ทำให้กระแสเงินสดเกิดการไม่สมดุล
A. เพราะว่าตอนที่เราขายหุ้นตัวแรกไปนั้นเราได้เงินสดมากกว่าตอนที่เราซื้อมันเข้ามา ดังนั้นการทำบัญชีว่ากระแสเงินสดที่เกิดขึ้นมีมากกว่าเดิมหรือไม่ จะทำให้เรากันเงินออกมาซื้อหุ้นตัวอื่นได้ในปริมาณที่เราสบายใจกว่า กระแสเงินสดจะเกิดการชอร์ตได้น้อยมากครับ

Q. ระบบบัญชีไม่ทำได้หรือเปล่า
A. ได้ครับ แต่เจ๊งแน่นอน ดังนั้นต้องทำบัญชีเสมอ และบัญชีเป็นส่วนหนึ่งในการลงทุนแนวทางนี้ซึ่งสำคัญมาก ๆ

Q. ทำไมต้องมีการแบ่งส่วนกระแสเงินสดแฝง ก่อนการขยายพอร์ต (25% ใช้สำรอง, 25% ใช้จ่าย, 50% ใช้ขยายพอร์ต)
A. ป้องกันกระแสเงินสดชอร์ต ทำสักระยะจะรู้ว่าเมื่อเราขยายงานมากๆ และเร็วเกินไป จะทำให้กระแสเงินสดไม่พอบ่อยเลย อีกอย่างเราต้องใช้จ่ายเงินถึงต้องมีการดึงส่วน25% ใช้จ่ายออกมา

Q. ควรซื้อเพิ่มเวลาไหน
A. นี่สิจุดสำคัญมากที่สุดของการเพิ่มมูลค่าและปริมาณหุ้นในพอร์ต คุณเด่นศรีบอกว่าให้ซื้อตัวที่หุ้นในมือเหลือน้อยที่สุด ก็คือหุ้นที่แข็งกว่าตลาดนั่นเอง ถ้าทำตามวิธีของพี่เด่นก็คือว่า หุ้นที่ขึ้นมาเยอะแล้ว มีโอกาสที่จะลงมาก ถ้าลงมาแล้ว เราจะมีกระแสเงินสดแฝงมากมายเลย
แต่ผมขอเลือกทำอีกแบบหนึ่งนะ
ผมจะเลือกซื้อตัวที่เข้าสู่จุด oversold เป็นหลัก เพราะหุ้นจะมีโอกาสเพิ่มมูลค่าได้มากกว่า ซึ่งการขยายงานเพิ่มปริมาณหุ้นของพอร์ต อาจจะช้ากว่าแต่มูลค่าของหุ้นจะลดลงน้อยกว่า และเพิ่มขึ้นเข้าสู่จุดคุ้มทุนเร็วกว่าจะได้สบายใจเร็วๆ

Q. ไม่ขายขาขึ้นทีละน้อยๆดีกว่า หรือขายดีกว่ากัน
A. อันนี้แล้วแต่ความถนัด สำหรับผม ผมว่าไม่ขายดีกว่า ถ้าผมขายทีละ1% ล่ะก็ ผมแบ่งพอร์ตออกมาส่วนหนึ่งเล่นเก็งกำไรไปเลยเต็มๆดีกว่า มันกว่าด้วย แต่ต้องเก็บข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบกันด้วย

Q. ไม่มีเวลาดูหุ้นทำอย่างไรดี
A. เปิดตลาดทั้งเช้า-บ่ายดูหนึ่งรอบ ใกล้ปิดตลาดทั้งเช้า- บ่ายดูอีกหนึ่งรอบ (เป็น 4 รอบ) ขายได้เท่าไร ขายไป ซื้อได้เท่าไรซื้อมา ถ้าระหว่างวัน ราคาปิด และเปิดห่างกันพอควร คุณได้กระแสเงินสดแฝงพอสมควร ดังนั้นต้องเลือกหุ้นราคาปิดเปิดที่วิ่งมีความห่างพอสมควร

Q. ฉันอยากรู้ว่า ฉันเหมาะเป็น DSMers หรือเปล่า
A. ก่อนทดสอบต้องทำดังต่อไปนี้ก่อน
-อ่านหนังสือพ่อรวยเล่มต่าง ๆ เช่น พ่อรวยสอนลูก, พ่อรวยสอนลงทุน, เกษียณเร็วเกษียณรวย, และใครเอาเงินของฉันไป แล้วดูว่าเห็นด้วยกับแนวคิดอิสรภาพทางการเงินหรือไม่
-อ่านกระทู้หลักๆใน คลับเพื่ออิสรภาพทางการเงินเสียก่อนและทดสอบความเข้าใจของตัวคุณเองกับคนที่สนใจวิธีนี้อย่างจริงจัง และทดลองปรับใช้ดู
ถ้าคุณทำมาได้ถึงตอนนี้ และยังอยากทำต่อ คุณก็เป็น DSMers ในแนวคิดมาครึ่งตัวแล้ว (เพราะอ่านหนังสือมาเป็นเล่ม อ่านกระทู้มาเป็นหน้ายังอยากทำได้ แสดงว่ามีใจให้กันจริงๆ )

วิธีทดสอบคือ
แบ่งพอร์ตของคุณเป็นสองส่วนจะด้านละกี่เปอร์เซ็นต์ก็ได้ ตามใจจะกล้าเสี่ยงหรือจะเปิดสองพอร์ตก็ได้ แล้วใช้เงินนั้นเข้าซื้อหุ้นตัวเดียวกัน ด้านหนึ่งใช้ DSM เต็มตัว (ทั้งใจ วิธีการและระบบบัญชี) อีกด้านหนึ่งเก็งกำไรเต็มตัว เก็บข้อมูลทั้งหมด ทำอย่างต่ำ 1 ปี แล้วเปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าและการเติบโตของพอร์ตระหว่างกัน

ถ้าหุ้นเป็นขาขึ้นพอร์ตเล่นเก็งกำไรควรจะได้มากกว่า แต่อย่าเพิ่งได้ใจ หุ้นมีรอบของมัน เดี๋ยวก็ต้องลง ตอนนั้นเรายังสามารถทำกำไรจากมันได้อยู่หรือไม่ และวิธี DSM จะอยู่กับหุ้นตัวนั้นตลอดเวลา หุ้นขึ้นหรือลงเราอยู่กับมันตลอด มันเหมือนการเติมน้ำลงไปในแก้วหลายแก้วที่มีก้นเดียวกันครับ บางครั้งแก้วนี้เราเติมมาก (หุ้นขึ้น) หน่อย แก้วนั้นเราเติมน้อย (หุ้นลง) หน่อย พอถึงเวลามันก็จะไหลลงไปที่ก้นเดียวกัน จนปริมาณน้ำในแต่ละแก้วค่อยๆเพิ่มปริมาณขึ้นพร้อมๆกัน ขออย่างเดียวอย่าให้แก้วแตก (หุ้นเจ๊ง) แต่ถ้าเก็งกำไร คุณเลือกแก้วมาหลายใบ น้ำแก้วนี้คุณเติมมาก แก้วนี้คุณเติมน้อย ถ้าคุณเติมน้อยมากกว่าเติมมาก สุดท้ายคุณจะมีน้ำน้อยลง(เก็งกำไร ถ้าเก่งจริง คุณรวยที่สุดอยู่แล้ว นั่นคือคุณต้องเติมน้ำได้มากกว่าเดิมตลอดเวลา)

วิธีทดสอบนี้ ระหว่างทาง อุปนิสัยของคุณ การมองโลกของคุณ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของคุณ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเทรดของคุณเอง และในไม่ช้า คุณอาจจะค้นพบวิธีที่ทำให้ทั้งสองด้านมารวมกันเป็นเนื้อเดียวได้ก็เป็นได้

Popularity: 6% [?]

Related posts

This entry was posted on Friday, May 1st, 2009 and is filed under DSM - DenSri Method. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

Tag Cloud