นำข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครดิตภาษีปันผล และหลักการพิจารณาว่าใช้เครดิตภาษีคุ้มหรือเปล่ามาฝากครับ
ที่มา: http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/I3327067/I3327067.html
1. ปรัชญาของเครดิตภาษีเงินปันผล
1.1 บริษัทส่วนใหญ่ทำมาหาได้ มีกำไร และต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรก้อนดังกล่าวอยู่แล้ว
ดังนั้นเมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลจากกำไรดังกล่าวมาให้กับผู้ลงทุน
และผู้ลงทุนนำเงินปันผลดังกล่าว มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีก
ก็จะเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อนจากกำไรก้อนเดียวกัน
1.2 เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนลงทุนในบริษัท เป็นการช่วยให้เศรษฐกิจของชาติขยายตัว
ดังนั้นเครดิตภาษีเงินปันผลจึงเกิดขึ้น
โดยกฎหมายให้ทางเลือกว่าจะนำเงินปันผลมารวมคำนวณเป็นเงินได้ใน ภงด.
หรือจะเลือกถูกหัก ณ ที่จ่าย แล้วไม่ต้องนำมารวมคำนวณในแบบ ภงด. อีก
แต่ถ้านำมารวมคำนวณใน ภงด. ก็ต้องนำรายได้ เงินปันผลทุกก้อนมาคำนวณ
จะเลือกเฉพาะบางบริษัทมารวมไม่ได้
2. หลักการพิจารณาคร่าวๆ ว่าจะเลือกใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหรือไม่
2.1 ถ้าผู้ใดมีเงินได้สุทธิที่ต้องเสียภาษีในอัตรา 20% ขึ้นไป
ให้พิจารณาจากอัตราภาษีที่ตนเองต้องเสีย เปรียบเทียบกัยอัตราภาษีเงินได้ของเงินปันผลของบริษัท
Written on August 20, 2011 | Posted in
Value Investment |
2 Comments
ในการลงทุนหุ้นแบบเน้นคุณค่านั้น สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนสามารถนำมาช่วยในการเลือกซื้อหุ้นก็คือ มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น หรือ Intrinsic Value
โดยใช้หลักการง่ายๆ คือ ถ้าหากหุ้นตัวไหนมีราคาหุ้นต่ำกว่า Intrinsic Value มาก ถือว่าหุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นคุณค่า (Value Stock) น่าที่จะซื้อเก็บไว้ เนื่องจากราคาของหุ้นควรที่จะปรับขึ้นมาที่ราคาที่แท้จริงในที่สุด ซึ่งจะทำให้เราได้กำไร ในทางตรงกันข้าม หากหุ้นนั้นมีราคาสูงกว่า Intrinsic Value นักลงทุนก็ไม่ควรซื้อหรือเก็บหุ้นนั้นไว้ เนื่องจากจะทำให้ขาดทุน เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงไปหามูลค่าที่แท้จริง
สิ่งที่ยากก็คือ แล้วจะหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได้ยังไง
เพื่อที่ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ลองเริ่มต้นคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงจากพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งมีอายุเหลือ 1 ปี
ถ้าพันธบัตรสามารถไถ่ถอนเงินต้นได้ 10,000 บาทเมื่อครบกำหนด และให้ดอกเบี้ย 8%
ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี จะได้รับเงินทั้งหมด 10,800 บาท
หากนักลงทุนต้องการผลตอบแทนปีละ 2% จะต้องซื้อที่ราคาเท่าไหร่
สวัสดีครับ หลังจากคราวที่แล้วที่กล่าวถึงอัตราส่วนทางการเงินไปคือ P/E ROA ROE และ P/BV ตามที่หนังสือ ทั่วๆไปให้ความหมายไว้ ในวันนี้เราลองมาลงรายละเอียดของ P/E P/BV และ ROE กันอีกสักนิดนะครับ คิดว่าจะทำให้เห็นภาพมากขึ้น
สูตรการคำนวณของอัตราส่วนทางการเงินที่กล่าวถึงคือ
P/E = Price/EPS = Price/(Net Profit/Number of Share)
P/BV = P/BV = Price/(Equity/Number of Share)
ROE = Return/Equity = (Net Profit/Equity)
จากสูตรด้านบน เมื่อมาดูความสัมพันธ์ของสูตรแต่ละตัวจะได้ว่า
P/BV = P/E x ROE
สวัสดีครับ ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เข้ามาอัพเดต blog เท่าไหร่ เหตุผลหนึ่งเนื่องจากภาระหน้าที่การงาน ส่วนอีกเหตุผลก็คือไม่รู้จะมาเขียนอะไรดี เพราะพองานเยอะก็ไม่ค่อยได้มีเวลาศึกษาเพิ่มเติม เพราะอย่างที่เคยบอกไว้แต่แรกว่าผมก็ไม่ใช่เซียนหุ้นมาจากไหน แต่มีความสนใจในการเก็งกำไรและการลงทุน blog นี้ก็เหมือนสมุดโน้ตที่ผมใช้จดในสิ่งที่ได้อ่านหรือศึกษามา ถ้าผู้อ่านท่านใดอยากจะแชร์ความรู้หรือเขียนอะไรลงใน blog ผมก็ติดต่อเข้ามาได้นะครับ ถือว่าเป็นวิทยาทานแก่ผู้อ่านท่านอื่นๆด้วย
วันนี้ก็จะขอยกเรื่องอัตราส่วนทางการเงินขึ้นมาทบทวนอีกสักครั้ง หลังจากได้เคยนำบทความเรื่อง การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis) มาลงไว้ เพราะตัวผมเองก็ยังสับสนกับอัตราส่วนพวกนี้อยู่บ่อยๆ ถ้าผมเขียนหรือเข้าใจอะไรผิดไปก็รบกวนช่วยแนะนำโดยการคอมเม็นต์ไว้ก็ได้ครับ
หลังจากคราวที่แล้วได้แนะนำหนังสือ คัมภีร์สุดยอดนักลงทุน (THE LITTLE BOOK that BEATS the MARKET) ที่นำเสนอสูตรสำเร็จการลงทุนซึ่งใช้อัตราส่วนทางการเงิน 2 ตัวคือ P/E และ ROA ในที่นี้จะขอทบทวนอีกครั้งว่าอัตราส่วนทั้ง 2 ตัวนี้มีความหมายอย่างไร
THE LITTLE BOOK that BEATS the MARKET เป็นหลังสือเล่มเล็กๆ บางๆ แต่ดังมาก ผู้แต่งคือ Joel Greenblatt
ในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงสูตรมหัศจรรย์ที่ใช้ในการลงทุน โดยผู้คิดค้นสูตรนี้เป็นผู้จัดการกองทุนชื่อดังซึ่งทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย 40% ต่อปี มากว่า 20 ปีแล้ว ในขณะที่ปีเตอร์ ลินซ์ ทำได้ 29% ในช่วง 13 ปี และวอร์เรน บัฟเฟตต์ ทำได้ 21% ในช่วง 40 ปี
หนังสือเล่มนี้มีการแปลเป็นไทยในชื่อ คัมภีร์สุดยอดนักลงทุนตามหน้าปกนี้เลยครับ

สูตรมห้ศจรรย์ในหนังสือนี้ใช้งานง่ายมาก ไม่ซับซ้อน มีเหตุมีผลแต่ให้ผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้ ใครๆก็น่าจะใช้ได้ ใช้อัตราส่วนแค่ 2 ตัว คือ PE และ ROA
ที่มาของสูตรนี้มีเหตุมีผลตรงตามนิยามของการลงทุนเน้นคุณค่านั่นเองครับ คือการเลือกหุ้นดีที่มีราคาถูก โดยมีการนำเสนอเป็นสูตรให้เข้าใจง่ายดังนี้ครับ
Written on February 1, 2009 | Posted in
Value Investment |
2 Comments
ค่าเบต้า คือ ค่าสัมประสิทธ์ตัวเปรียบเทียบระหว่างหุ้นตัวใดตัวหนึ่งกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ว่ามีแนวโน้มอย่างไร ซึ่งมีที่มาจากสมการเส้นตรง
y = a + bx
เมื่อ
- y คือ ราคาหุ้น
- x คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์
- a คือ ค่าอัลฟ่า (alpha)
- b คือ ค่าเบต้า (beta)
ซึ่งจากสมการจะได้ว่า
- ถ้าค่าเบต้าของหุ้นตัวนั้น = 1 หุ้นตัวนั้นจะขึ้น/ลงเป็นปฏิภาคโดยตรงกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์
- ถ้าค่าเบต้าของหุ้นตัวนั้น > 1 หุ้นตัวนั้นจะขึ้น/ลงเร็วกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์
- ถ้าค่าเบต้าของหุ้นตัวนั้น < 1 หุ้นตัวนั้นจะขึ้น/ลงช้ากว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์
- ถ้าค่าเบต้าของหุ้นตัวนั้น < 0 หุ้นตัวนั้นจะขึ้น/ลงเป็นปฏิภาคผกผันกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์
สวัสดีครับ วันนี้ขออนุญาตเอาเรื่องของเครดิตภาษีปันผลจากบล็อกเก่ามาโพสต์ที่นี่อีกทีนะครับ
จริงๆ แล้วบทความนี้ออกจะเป็นที่แพร่หลายและค่อนข้างนานแล้ว แต่ผมเห็นว่ามีประโยชน์ และคงมีหลายๆคนที่ต้องคำนวณเครดิตภาษีปันผลกันทุกปี
นอกจากบทความแล้ว ผมได้นำไฟล์ spread sheet ของ excel สำหรับใช้คำนวณเครดิตภาษีปันผลซึ่งได้มาจากคุณ teetotal แห่ง ThaiVI ที่แจก ณ http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=15277 มาอัพไว้สำหรับให้ download กันด้วยครับ หวังว่าคงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ
download excel สำหรับคำนวณเครดิตภาษีปันผล ตัวใหม่ (ตาม comment ของคุณ teetotal)
เครดิตภาษีเงินปันผล ผลประโยชน์ที่ถูกมองข้าม
Written on August 25, 2008 | Posted in
Value Investment |
96 Comments