Archive for the 'my life as a coach' Category

When written in Chinese, the word “crisis” is composed of two characters - one represents danger, and the other represents opportunity.

“When written in Chinese, the word “crisis” is composed of two characters - one represents danger, and the other represents opportunity.” - John F. Kennedy
ช่วงหลังเวลาไปงานไหนก็ตาม มักมีคนเดินเข้ามาถามว่า ในฐานะที่เป็นฝรั่งเข้ามาทำงานในประเทศไทย ผมคิดอย่างไรกับสถานการณ์ทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของเมืองไทยในเวลานี้ หลายคนที่ติดตามข่าวของบริษัทเราตามหน้าหนังสือพิมพ์และพอจะทราบว่าเรามีแผนจะนำบริษัทมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในไตรมาสสองของปีนี้ ยิ่งรัวคำถามตามมาอีกมากมายว่าอะไรทำให้เรามั่นใจว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม
ผมตอบคำถามนี้โดยยกคำพูดของจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ที่กล่าวข้างต้นว่า ในภาษาจีน คำว่า “วิกฤต” แท้จริงแล้วประกอบด้วยคำสองคำ นั่นคือคำว่า “อันตราย” กับคำว่า “โอกาส” ขึ้นอยู่กับว่าเราจะให้น้ำหนักกับคำไหนมากกว่ากัน
สำหรับผมแล้ว ผมเชื่อว่าชีวิตของเราทุกคนมีทางเลือกครับ เราสามารถเลือกที่จะมีความสุขและมองชีวิตอย่างมีความหวัง และเราสามารถเลือกที่จะอยู่กับความวิตกและสิ้นหวัง ดังนั้นผมเลยเลือกที่จะมองคำว่า “วิกฤต” ในแง่บวกมากกว่าแง่ลบ ผมคิดว่าในทุกวิฤตย่อมมีโอกาสอยู่ด้วยเสมอ ทุกอย่างมันอยู่ที่มุมมองและทัศนคติของเราที่มีต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว
สำหรับสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ถึงผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์หรือนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมก็พอจะบอกได้ว่า การนั่งกุมขมับอ่านข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยความหวาดระแวงและวิตกกังวล [...]

Don’t be threatened by people smarter than you

“Don’t be threatened by people smarter than you” - Howard Schultz
คุณเคยเป็นแบบนี้มั้ยครับ
เวลาที่ต้องเข้าประชุมกับคนเก่ง ๆ จะรู้สึกเครียด ตื่นเต้น พอถึงเวลานัดจะรู้สึกมวนท้อง ใจเต้นแรงจนกลัวคนข้าง ๆ จะได้ยิน มือไม้เย็น หูอื้อ ฟังเขาพูดกันไปครึ่งทางแล้วก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะแสดงความเห็นตอนไหนดี ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการคิด คิด คิด แล้วก็คิด พยายามเฟ้นหาคำพูดเหมาะ ๆ เพราะไม่อยากปล่อยไก่ บางทีพอรวบรวมความกล้าได้แล้ว เส้นเสียงดันไม่เป็นใจเนื่องจากเกร็งจัด พูดอะไรก็ฟังดูอู้อี้สั่นเครือไม่ชัดถ้อยชัดคำเหมือนปกติ
หากคุณไม่มีอาการดังที่ว่านี้เลย ก็ถือว่าคุณเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงและเป็นคนที่โชคดีมาก ๆ ครับ
แต่ผมคิดว่ามีอีกหลายคนที่ยังไม่สามารถขจัดความกลัวลักษณะนี้ออกไปได้ ซึ่งสาเหตุอาจจะมาจากการที่เราคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ โดยคอยเปรียบเทียบกับคนอื่นตลอดเวลา แล้วก็บอกตัวเองซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้นว่า เราไม่เก่ง ไม่ดี สู้คนโน้นคนนี้ไม่ได้
บางคนบอกผมว่าภาษาก็เป็นอุปสรรคสำคัญเหมือนกัน ถ้าประชุมเป็นภาษาไทยล่ะก็ถึงไหนถึงกัน แต่ถ้าเป็นภาษาอังกฤษปุ๊บ เขาบอกว่าสมองมันจะรู้สึกล้าทันที เพราะนอกจะต้องมีไอเดียเสนอที่ประชุมแล้วยังจะต้องนั่งคิดว่าจะพูดออกไปอย่างไรเป็นภาษาอังกฤษ แล้วยิ่งถ้าในห้องมีแต่คนพูดภาษาอังกฤษกันไฟแลบทั้งนั้น อาการเกร็งจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
นี่ไม่ได้พูดเล่นนะครับ
ผมเคยเห็นคนมีอาการแบบนี้มาแล้ว แต่ผมก็เคยเห็นคนที่ไม่เอาปัญหาเหล่านี้มาทำให้ตัวเองเสียกำลังใจหรือความมั่นใจเช่นกัน ผมว่าทั้งหลายทั้งปวงนี้ มันขึ้นอยู่ที่ใจเราเองมากกว่า ถ้าเราบอกตัวเองว่าเราไม่ได้กำลังแข่งกับใคร ไม่ได้กำลังประกวดโต้วาที หรือไม่ได้ต้องการแสดงความเก่งกาจฉลาดล้ำกว่าใคร ๆ [...]

Vision is the art of seeing the invisible

“Vision is the art of seeing the invisible” - Jonathan Swift
เมื่อพูดถึงร้านแมคโดนัลด์ คุณคิดว่าเขาทำธุรกิจอะไรครับ
“โห ไม่เห็นจะต้องถามเลย ก็ต้องเป็นธุรกิจฟาสต์ฟู้ดน่ะสิ” หลายคนอาจกำลังบ่นอยู่ในใจ
แต่คุณเชื่อมั้ยครับว่า เรย์ คร็อค ผู้ก่อตั้งแมคโดนัลด์และได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งอุตสาหกรรมอาหารบริการด่วน เคยถามคำถามนี้กับนักศึกษากลุ่มหนึ่งมาแล้วเมื่อกว่า 30 ปีก่อน
ตอนนั้นนักศึกษาที่ฟังคำถามนี้ก็คงคิดในใจแบบนี้ล่ะครับว่าจะถามทำไม ในเมื่อตัวเองเป็นเจ้าของธุรกิจฟาสต์ฟู้ดที่ใหญ่ที่สุดอยู่แล้ว ยังจะมาถามอีกว่าทำธุรกิจอะไร ก็เลยไม่มีใครใส่ใจจะตอบ คิดว่าเรย์คงถามเล่น ๆ ไปอย่างนั้นเอง ประมาณว่าเป็นมุขเปิดการสนทนา
แต่ปรากฏว่าเรย์จริงจังกับคำถามนี้มาก เขาถามซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง จนมีนักศึกษาคนหนึ่งตัดสินใจตะโกนออกมาว่า “เรย์ มีใครในโลกนี้บ้างที่ไม่รู้ว่าคุณทำธุรกิจแฮมเบอร์เกอร์” เรย์ยิ้มพร้อมกับบอกว่า “ผมคิดอยู่แล้วเชียวว่าคุณต้องตอบอย่างนี้ แต่สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษครับ ผมไม่ได้อยู่ในธุรกิจแฮมเบอร์เกอร์ ผมทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่างหาก”
จากประวัติที่ผมอ่านเจอ ร้านแมคโดนัลด์ได้เริ่มขึ้นเมื่อปี 1948 โดยผู้บุกเบิกคือพี่น้องดิ๊กและแมค แมคโดนัลด์ ที่เปิดร้านแฮมเบอร์เกอร์ชื่อว่า “แมคโดนัลด์” เป็นแบบไดร์ฟทรู ในซานเบอร์นาดิโน เมืองเล็ก ๆ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ภายหลังทั้งสองได้ขายกิจการให้กับเรย์ เพื่อนำไปขยายสาขาจนทั่วสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มต้นสาขาแรกที่รัฐอิลลินอยส์ ในปี 1954
ถึงแม้ว่าจะสามารถขายแฟรนไชส์ได้มาก เรย์กลับพบว่าผลกำไรของบริษัทยังไม่กระเตื้องขึ้น เขาเลยต้องมองหาทางออกว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างกำไรได้โดยที่ไม่ต้องลดคุณภาพสินค้าและบริการ [...]