Formula for success: under promise and over deliver
“Formula for success: under promise and over deliver” - Tom Peters
วันเสาร์-อาทิตย์ ถ้าขี้เกียจออกไปข้างนอก ผมกับลูก ๆ มักจะโทรสั่งพิซซ่ามากินกัน
ปกติหลังสั่งอาหารเสร็จ พนักงานจะบอกว่าอาหารจะมาถึงภายใน 30 นาที ผมเคยนั่งจับเวลาเล่น ๆ ดู และพบว่าส่วนมากพนักงานมักจะขี่มอเตอร์ไซค์มาถึงหน้าประตูบ้านก่อนเวลาเสมอ
ผมทั้งแปลกใจและพอใจกับความรวดเร็วนี้ และเชื่อว่าหลายคนก็คงรู้สึกเหมือนผม เพราะจะว่ากันตามจริงแล้ว เมื่อทางร้านบอกว่าจะมาถึงภายในครึ่งชั่วโมง เรามักจะคิดว่าอย่างดีก็คงมาตรงเวลา แต่เราไม่ได้คาดหวังว่าอาหารจะมาเร็วกว่าที่บอกไว้
ผมเดาว่าทางร้านคงมีการศึกษามาอย่างดีแล้วว่าโดยเฉลี่ยจะต้องใช้เวลาประมาณเท่าใดในการส่งอาหารถึงมือลูกค้า โดยอาจจะวัดระยะทางแล้วคำนวณเป็นเวลาในการจัดส่งจากสาขาที่ใกล้ที่สุด
และถ้าจะให้เดาต่ออีกหน่อย ผมว่าทางร้านก็คงรู้อยู่แล้วล่ะว่าสามารถมาถึงบ้านเราภายใน 20-25 นาที แต่ที่บอกว่าจะมาถึงภายในครึ่งชั่วโมงนั้นก็น่าจะเป็นเทคนิคหนึ่งในการสร้างความประทับใจให้ลูกค้า แถมการนั่งรอว่าเขาจะมาถึงภายในเวลาที่สัญญาไว้รึเปล่าก็เป็นการลุ้นไปในตัว เพราะถ้าพนักงานมาช้ากว่าที่กำหนด เราจะได้คูปองส่วนลดสำหรับการใช้บริการในครั้งต่อไป ลูกค้าก็เลยรู้สึกว่ามีแต่ได้กับได้ ถ้ามาถึงทันเวลา ก็ถือว่าเจ๊าไป แต่ถ้ามาช้ากว่านั้น เราก็ได้กินพิซซ่าแบบไม่ต้องเสียตังค์
การให้บริการลักษณะนี้น่าจะตรงกับที่ Tom Peters บอกไว้ว่ากฎที่สำคัญที่สุดในการจะประสบความสำเร็จคืออย่าให้คำสัญญามากเกินไป แต่ให้พยายามนำเสนอสิ่งที่เกินความคาดหวังของลูกค้า
amazon.com ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่มักจะให้บริการจัดส่งสินค้าได้เร็วกว่าที่รับปากไว้ ผมว่าเขาเรียนรู้และทำความเข้าใจกับธรรมชาติของลูกค้าได้ดีจนจับจุดได้ว่าการเซอร์ไพรส์ลูกค้าด้วยบริการที่ดีกว่า เร็วกว่า ถูกกว่า โดยไม่บอกให้รู้ล่วงหน้า (ถ้าบอกก็ไม่เซอร์ไพรส์น่ะสิครับ) เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความเชื่อมั่นและเป็นการมัดใจลูกค้าไว้ได้อยู่หมัดทีเดียว
สิ่งที่บริษัทเหล่านี้ทำอยู่ แสดงให้เห็นว่าการทำธุรกิจในปัจจุบัน เราต้องทำมากกว่าพูด ไม่ใช่พูดมากกว่าทำ การไม่ตกปากรับคำอะไรที่มากมายเกินไป [...]




