“The definition of insanity is doing the same thing over and over again and expecting different results”- Albert Einstein
วันนี้ผมอยากขอให้คุณลองให้เวลาตัวเองสักนิดเพื่ออ่านและคิดถึงคำพูดข้างบนของไอน์สไตน์ว่ามีความเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจของคุณอย่างไร
คุณเคยพยายามทำอะไรเดิมๆ ซ้ำๆ หลายๆ หนแต่แอบหวังว่าผลที่ได้จะแตกต่างหรือดีขึ้นกว่าเดิมมั๊ย ถ้าใช่ ผมคิดว่าเราคงต้องเปลี่ยนแนวคิดแล้วละครับ
เมื่อเร็วๆนี้ผมเพิ่งตัดสินใจปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรใหม่ หลายคนสงสัยว่าจะเปลี่ยนทำไม ในเมื่อทุกอย่างก็ดูจะเป็นไปด้วยดี แต่จากประสบการณ์ของผมในวงการโทรคมนาคมซึ่งมีการเติบโตก้าวหน้ารวดเร็วเหลือเกิน ผมกลับรู้สึกว่าเราไม่ควรจะยึดติดอยู่กับความสำเร็จในปัจจุบัน แต่ควรมองว่าเป้าหมายของเราในอนาคตคืออะไร จากนั้นก็คิดและวางแผนว่าเราต้องทำอย่างไรเพื่อเป็นการกรุยทางให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้
จริงอยู่ว่าวันนี้เราอาจจะประสบ ความสำเร็จในระดับหนึ่ง คนรอบข้างอาจจะแสดงความชื่นชมที่ธุรกิจเรารุดหน้าไล่หลังคู่แข่ง แต่หากคิดให้ดีก็จะพบว่าความสำเร็จที่มีในวันนี้มันไม่ใช่เครื่องหมาย รับประกันว่า เราจะประสบความสำเร็จต่อไปในวันหน้า หากเรายังไม่มีการปรับตัวเพื่อเตรียมการใดๆ ไว้เลย
ผมและทีมบริหารได้ร่วมกันศึกษาแนวโน้มการขยายตัวของตลาดมือถือและมีความเห็นตรงกันว่าตลาดมือถือจะถึงจุดอิ่มตัวประมาณสิ้นปีหน้า ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่าพอถึงตอนนั้นโอกาสที่จะได้ลูกค้าใหม่ก็จะลดลง ดังนั้นความสามารถในการให้บริการลูกค้าเพื่อดึงให้เขาอยู่กับเรานานๆ จะกลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญที่สุด
Written on December 30, 2008 | Posted in
My Life As a Coach |
Leave a comment
“My main job was developing talent.” – Jack Welch
ทุกสี่เดือนจะมีการประชุมอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมตั้งตารอเป็นพิเศษ ซึ่งก็คือการประชุมกับพนักงานที่ได้รับเกรดเอจากการประเมินผลงานประจำไตรมาสนั้น ๆ ครับ
ก่อนจะเล่าเรื่องนี้ต้องขอเท้าความนิดหน่อยก่อนนะครับว่าเมื่อก่อนเราจะประเมินผลการทำงานของพนักงานแค่ปีละครั้ง ซึ่งจะอยู่ในช่วงฤดูการจ่ายโบนัสประจำปีนั่นเอง แต่ปีที่แล้วเรามีการปรับรูปแบบการประเมินกันใหม่ โดยจะทำการประเมินผลงานทุกไตรมาสโดยแบ่งผลการทำงานเป็นเกรด เอ บี ซี ซึ่งจะมีผลต่อจำนวนโบนัสของพนักงานแต่ละคน
หลังจากมีการนำระบบใหม่มาใช้ ผมให้แต่ละสายงานเสนอชื่อพนักงานที่มีผลงานโดดเด่นเข้ามาเพื่อที่ผมจะได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพนักงานเหล่านี้ ซึ่งผมจะใช้เวลาประชุมกับพนักงานแต่ละคนอย่างน้อยคนละครึ่งชั่วโมง เพราะนอกจากจะอยากฟังว่าเขาคิดอย่างไรกับงานที่ทำ ผมอยากฟังด้วยว่าเขาคิดอย่างไรกับองค์กรและเขามีเป้าหมายต่อไปอย่างไรบ้าง อีกทั้งยังเป็นการเช็คด้วยว่าหัวหน้าที่เสนอรายชื่อเหล่านี้ขึ้นมาให้เกรดลูกน้องตัวเองตามความสามารถจริงหรือเปล่า
โดยทุกไตรมาสผมจะได้พบกับพนักงานหลายหลายระดับ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการในพื้นที่ไปจนถึงระดับผู้บริหาร ซึ่งพวกเขาเหล่านี้จะมาจากทุกสำนักงาน ทุกสายงาน ซึ่งแต่ละคนล้วนมีประสบการณ์และมุมมองที่แตกต่างกัน หลายคนไม่ได้ประจำอยู่ที่สำนักงานใหญ่และแทบไม่เคยมีโอกาสพบปะพูดคุยกับซีอีโอเลย
ถึงแม้จะมีความแตกต่างกันในหลายด้าน แต่เท่าที่ผมสังเกต ผมพบว่าพวกเขามีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ ความรักในงานที่ทำ จริงอยู่ที่ใคร ๆ ก็คงพูดได้ว่ารักงาน (โธ่ ใครจะกล้าบอกว่าเกลียด) แต่มันมีบางอย่างที่แสดงออกทางแววตาหรือสีหน้าของพวกเขาที่ทำให้ผมเชื่อว่า เขาหมายความตามที่พูดจริง ๆ
Written on December 28, 2008 | Posted in
My Life As a Coach |
Leave a comment
“Authentic marketing is not the art of selling what you make but knowing what to make” – Philip Kotler
ตอนนั่งรถมาทำงาน ผมมักจะอ่านหนังสือพิมพ์พร้อมกับดื่มกาแฟไปด้วย บางครั้งก็ต้องวางแก้วกาแฟลงเพื่อตอบอีเมล์งานหรือเช็คข่าวสารบ้านเมืองบ้าง หลังจากนั้นก็ค่อยหยิบกาแฟขึ้นมาละเลียดต่อ วันหนึ่งผมนั่งคิดเล่น ๆ ระหว่างทางมาทำงานว่าถ้าไม่มีที่วางแก้วกาแฟในรถ ผมจะจัดการกับการประคองแก้วกาแฟระหว่างทำงานหรือคุยโทรศัพท์โดยไม่ให้หกเลอะเทอะได้อย่างไร
ผมเชื่อว่าถ้าเราไปถามคนที่กำลังคิดจะซื้อรถใหม่เมื่อสิบปีที่แล้วว่าเขามองหาอะไรในรถคันใหม่ ส่วนใหญ่ก็คงดูที่สมรรถนะของเครื่องยนต์ รูปทรง การออกแบบ การประหยัดน้ำมัน แต่คงไม่มีใครบอกว่าต้องการที่วางแก้วในรถแน่นอน แต่วันนี้เจ้าสิ่งประดิษฐ์เล็ก ๆ ชิ้นนี้ที่ดูไม่ได้ซับซ้อนหรือต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงอะไรกลับกำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ซื้อรถรุ่นใหม่อย่างมาก ผมลองค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมในกูเกิ้ลก็เจอผลสำรวจผู้บริโภคในอเมริกาโดยเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ที่บอกว่าเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่คิดจะซื้อรถใหม่ ยอมเปลี่ยนไปซื้อรถรุ่นอื่นหรือยี่ห้ออื่นไปเลย หากรุ่นที่ดูอยู่ไม่มีการติดตั้งที่วางแก้วไว้ให้
ผมไม่ได้สืบค้นไปลึกพอจนรู้ว่าใครเป็นผู้ออกแบบเจ้าอุปกรณ์นี้ขึ้นมาเป็นคนแรก แต่ต้องขอยกนิ้วให้กับความช่างคิดของนักประดิษฐ์ที่ช่างเข้าอกเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ดีจริง ๆ
Written on December 26, 2008 | Posted in
My Life As a Coach |
Leave a comment
“When written in Chinese, the word “crisis” is composed of two characters – one represents danger, and the other represents opportunity.” – John F. Kennedy
ช่วงหลังเวลาไปงานไหนก็ตาม มักมีคนเดินเข้ามาถามว่า ในฐานะที่เป็นฝรั่งเข้ามาทำงานในประเทศไทย ผมคิดอย่างไรกับสถานการณ์ทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของเมืองไทยในเวลานี้ หลายคนที่ติดตามข่าวของบริษัทเราตามหน้าหนังสือพิมพ์และพอจะทราบว่าเรามีแผนจะนำบริษัทมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในไตรมาสสองของปีนี้ ยิ่งรัวคำถามตามมาอีกมากมายว่าอะไรทำให้เรามั่นใจว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม
ผมตอบคำถามนี้โดยยกคำพูดของจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ที่กล่าวข้างต้นว่า ในภาษาจีน คำว่า “วิกฤต” แท้จริงแล้วประกอบด้วยคำสองคำ นั่นคือคำว่า “อันตราย” กับคำว่า “โอกาส” ขึ้นอยู่กับว่าเราจะให้น้ำหนักกับคำไหนมากกว่ากัน
Written on December 24, 2008 | Posted in
My Life As a Coach |
Leave a comment
“Don’t be threatened by people smarter than you” – Howard Schultz
คุณเคยเป็นแบบนี้มั้ยครับ
เวลาที่ต้องเข้าประชุมกับคนเก่ง ๆ จะรู้สึกเครียด ตื่นเต้น พอถึงเวลานัดจะรู้สึกมวนท้อง ใจเต้นแรงจนกลัวคนข้าง ๆ จะได้ยิน มือไม้เย็น หูอื้อ ฟังเขาพูดกันไปครึ่งทางแล้วก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะแสดงความเห็นตอนไหนดี ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการคิด คิด คิด แล้วก็คิด พยายามเฟ้นหาคำพูดเหมาะ ๆ เพราะไม่อยากปล่อยไก่ บางทีพอรวบรวมความกล้าได้แล้ว เส้นเสียงดันไม่เป็นใจเนื่องจากเกร็งจัด พูดอะไรก็ฟังดูอู้อี้สั่นเครือไม่ชัดถ้อยชัดคำเหมือนปกติ
หากคุณไม่มีอาการดังที่ว่านี้เลย ก็ถือว่าคุณเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงและเป็นคนที่โชคดีมาก ๆ ครับ
แต่ผมคิดว่ามีอีกหลายคนที่ยังไม่สามารถขจัดความกลัวลักษณะนี้ออกไปได้ ซึ่งสาเหตุอาจจะมาจากการที่เราคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ โดยคอยเปรียบเทียบกับคนอื่นตลอดเวลา แล้วก็บอกตัวเองซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้นว่า เราไม่เก่ง ไม่ดี สู้คนโน้นคนนี้ไม่ได้
Written on December 23, 2008 | Posted in
My Life As a Coach |
4 Comments
“Vision is the art of seeing the invisible” – Jonathan Swift
เมื่อพูดถึงร้านแมคโดนัลด์ คุณคิดว่าเขาทำธุรกิจอะไรครับ
“โห ไม่เห็นจะต้องถามเลย ก็ต้องเป็นธุรกิจฟาสต์ฟู้ดน่ะสิ” หลายคนอาจกำลังบ่นอยู่ในใจ
แต่คุณเชื่อมั้ยครับว่า เรย์ คร็อค ผู้ก่อตั้งแมคโดนัลด์และได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งอุตสาหกรรมอาหารบริการด่วน เคยถามคำถามนี้กับนักศึกษากลุ่มหนึ่งมาแล้วเมื่อกว่า 30 ปีก่อน
ตอนนั้นนักศึกษาที่ฟังคำถามนี้ก็คงคิดในใจแบบนี้ล่ะครับว่าจะถามทำไม ในเมื่อตัวเองเป็นเจ้าของธุรกิจฟาสต์ฟู้ดที่ใหญ่ที่สุดอยู่แล้ว ยังจะมาถามอีกว่าทำธุรกิจอะไร ก็เลยไม่มีใครใส่ใจจะตอบ คิดว่าเรย์คงถามเล่น ๆ ไปอย่างนั้นเอง ประมาณว่าเป็นมุขเปิดการสนทนา
แต่ปรากฏว่าเรย์จริงจังกับคำถามนี้มาก เขาถามซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง จนมีนักศึกษาคนหนึ่งตัดสินใจตะโกนออกมาว่า “เรย์ มีใครในโลกนี้บ้างที่ไม่รู้ว่าคุณทำธุรกิจแฮมเบอร์เกอร์” เรย์ยิ้มพร้อมกับบอกว่า “ผมคิดอยู่แล้วเชียวว่าคุณต้องตอบอย่างนี้ แต่สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษครับ ผมไม่ได้อยู่ในธุรกิจแฮมเบอร์เกอร์ ผมทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่างหาก”
Written on December 21, 2008 | Posted in
My Life As a Coach |
Leave a comment
“A quitter never wins and a winner never quits” – Napoleon Hill
เบนจามิน แฟรงคลิน ผิดหวังกับผลการทดลองกว่า 100 ครั้ง แต่ไม่เคยยอมแพ้
โธมัส เอดิสัน ล้มเหลวเป็น 10,000 หน แต่ไม่เคยถอดใจ
ไมเคิล จอร์แดน ชู้ตพลาดเป้ากว่า 9,000 ลูก เคยพ่ายแพ้ในสนามกว่า 300 ครั้ง แต่ไม่เคยท้อ
…
สิ่งที่เขาเหล่านี้มีเหมือนกันคือความมุ่งมั่นที่จะชนะและไม่กลัวความล้มเหลว
เคล็ดลับความสำเร็จที่คนขี้แพ้ไม่เคยรู้หรือเข้าใจ
มีหลายครั้งที่ผมได้ยินคนคร่ำครวญถึงความล้มเหลวในอดีตโดยไม่คิดจะลุกขึ้นสู้อีกครั้ง พวกเขาเหล่านี้ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปกับการนั่งจมอยู่กับอดีต หรือไม่ก็ฝันลม ๆ แล้ง ๆ ว่าชีวิตจะดีขึ้นโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย คนเหล่านี้คือคนที่ไม่มีวันเป็นผู้ชนะ เพราะเพียงแค่ความล้มเหลวเพียงไม่กี่ครั้งก็ทำให้เขาถอดใจเสียแล้ว และที่แย่ไปกว่านั้นคือ เขาไม่คิดจะปรับปรุงตัวเองเลย
Written on December 20, 2008 | Posted in
My Life As a Coach |
Leave a comment
“Leadership is action, not position.” – Donald H. McGannon
เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมออกจะขำ ๆ ตอนมีคนถามผมว่าผมอ่านอีเมล์ด้วยตัวเองจริง ๆ เหรอ พอผมบอกว่าใช่ เขาทำหน้าประหลาดใจมาก เพราะจากประสบการณ์ของเขาที่เคยทำงานให้กับบริษัทขนาดใหญ่มาก่อน ผู้บริหารระดับสูงมักจะไม่ค่อยอ่านอีเมล์เอง โดยมากจะมีเลขาหรือทีมงานช่วยอ่านรวมทั้งตอบให้ด้วยในบางครั้ง
ผมคิดว่าภายใต้การแข่งขันในโลกธุรกิจปัจจุบัน ผู้บริหารต้องลงมาสัมผัสตลาดหรือผู้บริโภคมากขึ้น ทำตัวติดดินและถึงลูกถึงคนมากขึ้น หากยังนั่งอยู่บนหอคอยงาช้างเหมือนเดิม บริษัทนั้นต้องมีปัญหาในการประคองตัวให้อยู่รอดต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน
ตัวอย่างง่าย ๆ เช่นเรื่องอีเมล์ การที่ผู้บริหารไม่แม้กระทั่งจะเช็คอีเมล์ด้วยตัวเอง หมายถึงบริษัทนั้นยังมีระบบการทำงานแบบเก่าที่ต้องมีบริวารคอยนั่งกลั่นกรองว่าอีเมล์ไหนควรจะส่งให้นายอ่าน อีเมล์ไหนควรลบทิ้งไป หรืออีเมล์ไหนควรตอบเองเพื่อที่นายจะได้ไม่เสียเวลาหรือรำคาญใจ หลายคนอ้างว่าที่ทำอย่างนี้ก็เพราะผู้บริหารมีงานรัดตัวตลอดเวลา จึงไม่จำเป็นที่จะต้องลงมือทำเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ด้วยตัวเอง ผู้บริหารควรเก็บเวลาและพลังงานไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่า
ผมไม่เถียงว่าใคร ๆ ก็มองว่าผู้บริหารของตัวเองเป็นคนสำคัญกันทั้งนั้น แต่ว่าอย่าพยายามทำให้ผู้บริหารกลายเป็นพระเจ้าที่กว่าจะขยับตัวแต่ละทีต้องมีการเตรียมการอะไรมากมาย จริงอยู่ที่ผู้บริหารต้องมีลูกน้องคอยช่วยงาน แต่ผู้บริหารไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในองค์กรได้ ดังนั้น หน้าที่หนึ่งของผู้บริหารทุกวันนี้คือการเปิดหูเปิดตาให้กว้างจะได้รับรู้ความเป็นไปที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกองค์กร และพยายามพัฒนาองค์กรให้เข้ากับกับภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
Written on December 18, 2008 | Posted in
My Life As a Coach |
Leave a comment
“A man can fail many times, but he isn’t a failure until he begins to blame somebody else.” – John Burroughs
ผมเชื่อว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มโทษว่าความล้มเหลวของตัวเองเป็นความผิดของคนอื่น เมื่อนั้นเราก็ได้เสียความสามารถในการพัฒนาและปรับปรุงตัวเองไปเรียบร้อยแล้วครับ
เพราะคนที่มัวแต่โทษคนอื่นคือคนที่ปราศจากความรับผิดชอบ ผมเคยเห็นคนเป็นอย่างนี้กันเยอะและพยายามทำความเข้าใจว่ามันอาจจะเป็นปฏิกิริยาตอบสนองบางอย่างที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คือเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายและจิตใต้สำนึกไม่อยากจะยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เราก็อาจจะปัดเรื่องนั้นไปให้คนอื่นเพื่อป้องกันตัวเอง
แต่ผมไม่คิดว่าการกล่าวโทษกันไปมาจะนำมาซึ่งทางออกให้แก่ปัญหาใดเลย นอกจากเป็นการเสียเวลาแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าเราไม่เป็นมืออาชีพอย่างมาก อีกทั้งการมัวแต่โทษคนอื่นยังเป็นการปิดกั้นโอกาสที่จะลุกขึ้นแก้ไขปัญหาและเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองด้วย
ดังนั้นเวลาผมบอกพนักงานให้กล้าคิด กล้าทำ โดยไม่ต้องกลัวที่จะพลาดหรือล้มเหลว ผมมักจะจบท้ายด้วยการย้ำว่า เมื่อพลาดไปแล้วก็อย่าไปโทษคนอื่น ให้เผชิญหน้ากับปัญหาและรีบหาทางแก้ไขดีกว่า หลังจากนั้นก็ให้จำไว้เป็นบทเรียนที่จะไม่พลาดในเรื่องเดิม ๆ อีก เท่านี้ความผิดพลาดหรือล้มเหลวก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรมากมายที่ต้องมาคอยนั่งปกปิดหรือโยนกลองไปให้คนอื่น
การกล้าแสดงความรับผิดยังเป็นการแสดงออกถึงความเป็นผู้ใหญ่ของคนเราด้วย ผมว่าคนที่ไม่รู้จักโตก็คือคนที่ไม่ยอมรับความจริงและไม่กล้ารับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง ผมเลยมักจะบอกพนักงานว่าผมอยากให้เราเป็น Blame-free organization หรือองค์กรที่ปราศจากการชี้นิ้วกล่าวโทษกัน เมื่อมีปัญหาก็ช่วยกันแก้ ไม่ใช่รุมต่อว่าคนที่พลาดไปแล้ว ในขณะที่คนที่ทำพลาดก็ไม่ปัดสวะให้คนอื่นแต่กล้ายอมรับความผิดนั้นและพร้อมที่จะเรียนรู้และปรับปรุงตัวเอง
Written on December 17, 2008 | Posted in
My Life As a Coach |
Leave a comment
“Having a positive mental attitude is asking how something can be done rather than saying it can’t be done.” – Bo Bennett
เคยมั้ยครับที่เวลาคุณเสนอไอเดียอะไรไป มักจะมีคนบางกลุ่มชิงพูดขึ้นมาทันทีว่า “ไอเดียที่ว่าฟังดูดีมากเลย แต่…” และแน่นอนว่าหลายครั้งของการสนทนาจะต้องจบด้วยคำว่า “ถึงแม้ทุกอย่างจะดูดีมีประโยชน์ แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอก อย่าทำเลย”
ผมไม่เถียงว่ามีบางเรื่องในโลกนี้ที่ “เป็นไปไม่ได้” แต่ส่วนใหญ่แล้วไอเดียดี ๆ หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ล้วนเกิดจากคนที่เชื่อว่า มันต้องมีวิธีที่จะทำให้ความคิดของตัวเองเป็นจริงขึ้นมา
ดังนั้น ถ้ามีคำใดในโลกที่ผมอยากลบออกไปจากสาระบบการทำงาน ผมขอเลือกคำว่า “เป็นไปไม่ได้” ครับ เพราะผมเชื่อว่าองค์กรจะพัฒนาขึ้นมาก หากพนักงานทุกคนพร้อมจะเปิดรับหรือลองทำสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่ตั้งท่าใช้คำนี้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธอยู่ตลอดเวลา
Written on December 16, 2008 | Posted in
My Life As a Coach |
Leave a comment