บทพิเศษ: Trendline แค่ลากเป็นก็ทำกำไรแล้ว

บทเรียนโดย the_greenday แห่ง ThailandInvestorClub.com

เรื่องการลากเป็นเรื่องง่ายๆ ผู้ที่สนใจควรมีพื้นฐานการมองแนวโน้ม มองแนวรับ-แนวต้าน และรูปแบบจุดกลับตัวจะสามารถลากได้แม่นยิ่งขึ้น
แค่ลากง่ายๆก็สามารถทำกำไรได้แบบง่ายๆ การลากเพื่อการเข้าซื้อ ขาย แบบง่ายๆ

ในที่นี้จะแนะนำสำหรับการเล่นในช่วงกราฟ 15m 5m ซึ่งเหมาะกับการเล่นวันต่อวัน รอบต่อรอบ มีวินัยและกล้าที่จะทำตามกราฟ
ผิดทางหลุดเส้นที่ลากก็ stop loss เริ่มรอบใหม่ จุดอ่อนในการลากมีแค่แบบเดียวเลยคือ ช่วงกราฟ sideways (งดเล่นช่วงนี้)

รูปแบบต่างๆ มีให้ลากๆขีดๆเสมอๆ

บทพิเศษ: โจมตีด้วยกลยุทธ 1234

บทเรียนโดย the_greenday แห่ง ThailandInvestorClub.com

ระบบ 1234 แล้วดีดตัวไปต่อมีให้เห็นช่วงแนวโน้มขาขึ้นและขาลง จะไม่มีให้เห็นช่วง sideways

ช่วงขาขึ้น

1 จะอยู่ต่ำสุด เป็นการเริ่มต้น
2 เกิดแรงซื้อขึ้นไปทำสูงใหม่ แรงซื้อเริ่มเข้ามาระยะสั้น (นักลงทุนยังไม่มั่นใจในการขึ้นมากนัก)
3 เกิดแรงขายระยะสั้นไปทำราคาต่ำใหม่ (3) แต่สูงกว่าต่ำของ (1) (ช่วงนี้เริ่มลากแนวโน้มเทรนขาขึ้นได้นั่นเอง)
4 เกิดแรงซื้อสะสมมากและนักลงทุนเริ่มมั่นใจในการเกิดแนวโน้มขึ้น จึงเกิดจังหวะเข้าเทรด (4)

ช่วงขาลง

1 จะอยู่สูงสุด เป็นการเริ่มต้น
2 เกิดแรงขายลงไปทำต่ำใหม่ แรงขายเริ่มเข้ามาระยะสั้น (นักลงทุนยังไม่มั่นใจในการลงมากนัก)
3 เกิดแรงซื้อระยะสั้นไปทำ ราคาสูงใหม่ (3) แต่ต่ำกว่าสูงของ (1)
(ช่วงนี้เริ่มลากแนวโน้มเทรนขาลงได้นั่นเอง)
4 เกิดแรงขายสะสมมากและนักลงทุนเริ่มมั่นใจในการเกิดแนวโน้มลง จึงเกิดจังหวะเข้าเทรด (4)

บทเรียนที่ 5 : เครื่องมือช่วยการยืนยัน #4 Fibonacci Retracement

บทเรียนโดย the_greenday แห่ง ThailandInvestorClub.com

เครื่องมือที่ช่วยหาเป้าหมาย fibonacci retracement
สามารถบอกได้ถึงระดับช่วงพักตัวและการหาเป้าหมาย โดยจะแบ่งเป็นช่วงๆได้ดังนี้

ช่วงจุดพักตัว ระดับของ fibonacci มักจะอยู่แถวๆระดับ 23.6 38.2 50.0 61.8 78.6
ทั้ง 5 ระดับนี้มักจะเป็นจุดแนวรับ แนวต้านที่ดีของการพักตัว (ทั้งระดับขาขึ้นและขาลง)

fibonacci ใช้หาเป้าหมายในอนาคตนั้น มักจะอยู่แถวๆระดับ 161.8 261.8 423.6 เสมอๆ

ผมได้ทดลองใช้มานานพอสมควร จึงแนะนำว่ามีแค่สองหลักง่ายๆแค่นี้ครับ มองระดับการพักตัว และมองหาเป้าหมายตามที่บอก

วิธีการลาก fibonacci retracement
- หาแนวโน้มขาลงให้ลากจากต่ำสุดไปหาสูงสุดของแนวโน้มอดีต (ที่จบแนวโน้มนั้นแล้ว)

- หาแนวโน้มขาขึ้นให้ลากจากสูงสุดลงมาต่ำสุดของแนวโน้มอดีต (ที่จบแนวโน้มนั้นแล้ว)

บทเรียนที่ 5 : เครื่องมือช่วยการยืนยัน #3 Moving Average

บทเรียนโดย the_greenday แห่ง ThailandInvestorClub.com

Moving Average คือ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่

ในที่นี้จะแนะนำ EMA หรือเรียกว่า Exponential Moving Average
โดยเส้น EMA50 ผู้ใช้ได้ทดลองใช้แล้วคิดว่าลงตัวและใช้ได้ดี
(ส่วนใครอยากทดลองใช้เส้นค่าเฉลี่ยอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน โดยมองด้วยตาแล้วคิดว่าลงตัวและเหมาะกับนิสัยที่เราเทรด)
เส้นค่าเฉลี่ยสามารถบอกได้ถึง จุดซื้อ จุดขาย จากการยืนเหนือเส้นและใต้เส้น และการตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ยสองเส้นบอกการซื้อและขาย สามารถบอกได้ถึงแนวรับ แนวต้าน เมื่อวิ่งมาชนเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่

วิธีใช้ EMA
กราฟราคายืนเหนือเส้น EMA50 = buy
กราฟราคายืนใต้เส้น EMA50 = sell

ช่วงเกิด sideways เส้น EMA50 จะเกิดการหลอก (งดดูช่วงนี้) ควรมองแนวโน้มให้ออกก่อนแล้วจึงใช้ EMA50 ยืนยัน

บทเรียนที่ 5 : เครื่องมือช่วยการยืนยัน #2 RSI

บทเรียนโดย the_greenday แห่ง ThailandInvestorClub.com

RSI เรียกเต็มๆว่า Relative Strength Index

เป็นเครื่องมือบอกถึงความแข็งแกร่งและบอกการเกิดแนวโน้ม บอกการเกิด overbought (อิ่มตัวขาขึ้น), oversold (อิ่มตัวขาลง) บอกการเกิด divergence ได้เช่นกัน RSI เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่นิยมใช้กันมากเช่นกัน โดยจะแนะนำให้ใช้ค่าเดิม RSI (14)

การดูเส้น RSI ดูที่ระดับ 30 กับ 70
- ต่ำกว่าเส้น 30 คืออยู่ในเขต oversold ช่วงอิ่มตัวขาลงเป็นช่วงแรงขายมาก
แต่บางครั้งถ้าแนวโน้มยังคงเป็นขาลงก็ยังไม่สามารถซื้อได้ถ้าแนวโน้มยังลงอยู่
- เหนือกว่าเส้น 70 คืออยู่ในเขต overbought ช่วงอิ่มตัวขาขึ้นเป็นช่วงแรงซื้อมาก
แต่บางครั้งถ้าแนวโน้มยังคงเป็นขาขึ้นก็ยังไม่สามารถขายได้ถ้าแนวโน้มยังขึ้นอยู่

บทเรียนที่ 5 : เครื่องมือช่วยการยืนยัน #1 MACD

บทเรียนโดย the_greenday แห่ง ThailandInvestorClub.com

เครื่องมือช่วยการยืนยันตัวแรกเริ่มด้วย MACD
เรียกเต็มๆ ว่า Moving Average Convergence Divergence

MACD สามารถบอกแนวโน้มได้ บอกการเกิด overbought, oversold และสามารถหาการเกิด divergence
ขอยกให้ MACD เป็นราชาแห่ง indicator ที่ใช้ได้ดีกับทุกช่วงเวลา

overbought คือ อยู่ในสภาพที่มีแรงซื้อมากเกินไป อิ่มตัวขาขึ้น แต่ไม่ใด้หมายความว่าเป็นจังหวะขายเสมอไป
เพราะการอิ่มตัวขาขึ้น กราฟอาจจะวิ่งต่อได้

oversold คือ อยู่ในสภาพที่มีแรงขายมากเกินไป อิ่มตัวขาลง แต่ไม่ใด้หมายความว่าเป็นจังหวะซื้อเสมอไป
เพราะการอิ่มตัวขาลง กราฟอาจจะวิ่งต่อได้เหมือนกัน

MACD คือ การใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หากำลังแนวโน้มของทิศทางว่ามีพลังมากน้อยแค่ไหน
ช่วยในการยืนยันของการมองกราฟอีกชั้น เพื่อความถูกต้องและน่าจะเป็นในทิศทางที่จะเกิดขึ้น

บทเรียนที่ 4 : วัฎจักรของกราฟ

บทเรียนโดย the_greenday แห่ง ThailandInvestorClub.com

เวลาทำการในตลาด forex

ตลาด Australian Dollar (AUD) เวลาเปิดตรงกับประเทศไทยเวลา 5.00 – 13.00 น.
ตลาด Japanese Yen (JPY) เวลาเปิดตรงกับประเทศไทยเวลา 7.00 – 14.00 น.
ตลาด Euro (EUR) เวลาเปิดตรงกับประเทศไทยเวลา 13.00 – 21.00 น.
ตลาด Swiss Franc (CHF) เวลาเปิดตรงกับประเทศไทยเวลา 13.00 – 21.00 น.
ตลาด British Pound (GBP) เวลาเปิดตรงกับประเทศไทยเวลา 14.00 – 22.00 น.
ตลาด US Dollar (USD) เวลาเปิดตรงกับประเทศไทยเวลา 19.00 – 3.00 น.

ถามตอบท้ายบทเรียนที่ 3 : ฝึกลากรูปแบบต่างๆ

ถามตอบท้ายบทเรียนจาก ThailandInvestorClub.com

มีรูปแบบต่างๆเกิดได้ทุก TF เลยหรือเปล่าครับ แล้วมันมีโอกาสที่จะไม่เป็นไปตาม patterns ไหมครับ

เกิดได้ทุก TF ครับ ถ้าไม่มีการเกิดรูปแบบพวกนี้ กราฟก็จะวิ่งขึ้นลงแบบง่ายๆ ครับ แต่ถ้ากราฟเกิดรูปแบบพวกนี้เมื่อใดคือการสะสมแรง ทะลุรูปแบบพวกนี้ได้เมื่อใดเป็นการยืนยันกลับมาวิ่งอีกครั้ง จะเห็นรูปแบบพวกนี้เสมอๆครับ เหมาะสำหรับหาจังหวะที่จะเข้าเทรด แต่เมื่ออยู่ในกรอบรูปแบบพวกนี้ควรรอก่อน

ผมมีข้อสงสัยอยู่นิดหน่อยอ่ะครับ คือว่า การฝึดขีดเส้นนี้อ่ะครับ คือ ผมอยากทราบว่าเราจะขีดเส้นตรงไหน ถึงจะมองแนวโน้มของปัจจุบันออกอ่ะครับ คือ ดูจากกราฟที่ท่านอาจารย์  the_greenday ให้มา เหมือนจะขีดเส้นของเก่าที่ผ่านมาแล้วอ่ะครับ แล้วถ้าผมอยากมองแนวโน้มของปัจจุบันนี้ ผมครวจะเริ่มตรงไหนเหรอครับ อืม.. แล้วเล่นสั้นกับยาวนี้ขีดเส้นเหมือนกันไหมครับ หรือว่าต่างกันยังไงอ่ะครับ

บทเรียนที่ 3 : ฝึกลากรูปแบบต่างๆ

บทเรียนโดย the_greenday แห่ง ThailandInvestorClub.com

หลังจากที่ฝึกหัดการมองเทรนด์แนวโน้มให้ออกแล้ว ก็เริ่มไปฝึกการมองหาแนวรับ-แนวต้าน
รู้จักกันดีแล้วก็เริ่มมองหาจังหวะเข้าซื้อขาย ฝึกกันบ่อย ๆ ครับ มองหาให้เจอบ่อย ๆ
นานๆไป จะทำให้เรามองภาพได้เร็วขึ้นและมองหาจังหวะได้ดีกว่านักลงทุนคนอื่น

ต่อไปก็มารู้จักรูปแบบจากการใช้เส้น trend line ในการลากรูปแบบต่างๆที่ฝรั่งเค้าเรียกว่า chart patterns

เราจะมาฝึกลากรูปแบบแรก คือ symmetrical triangle เป็นรูปแบบสามเหลี่ยมที่สมดุลย์กัน
ลักษณะจะลากเอียงขาขึ้นและขาลงได้เอียงพอๆกัน

ในกรอบสามเหลี่ยมนั้นจะเห็นว่าเปิดกว้างแล้วค่อยๆ เล็กลงจนทำมุมเป็นสามเหลี่ยม
เป็นการเล่นราคากันระหว่างแรงซื้อและแรงขายที่ค่อยๆ บีบตัวจนเกิดรูปแบบดังกล่าว

เมื่อการบีบตัวในกรอบสามเหลี่ยมแคบลง โอกาสที่จะเกิดการระเบิดของราคาก็ยิ่งสูงขึ้น
เมื่อทะลุกรอบสามเหลี่ยมได้ (break out) กราฟก็จะกลับมาวิ่งแรงอีกครั้ง

อธิบายแบบง่ายๆ คือ รอให้ราคาซื้อราคาขายวิ่งในกรอบสามเหลี่ยมจากกว้างแล้วบีบตัวไปแคบ
ทะลุได้เมื่อไหร่แล้วค่อยพิจารณาซื้อขาย (การทะลุได้ คือการระเบิดที่เกิดจากการบีบตัวของราคาซื้อราคาขายนั่นเอง)

ถามตอบท้ายบทเรียนที่ 2 : รู้แนวรับแนวต้าน

ถามตอบท้ายบทเรียนจาก ThailandInvestorClub.com

มีคำถามเพิ่มนิดหน่อยครับ – 1 cycle ของราคาเริ่มนับที่ไหน สิ้นสุดที่ไหน ขอบคุณมากครับ

ฝึกมองวัฏจักรของรอบการขึ้นลง และด้านข้างให้ออก กราฟจะวิ่งเป็นรอบ ๆ เสมอ ๆ เมื่อเข้าใจวัฏจักร เราก็สามารถเลือกอาวุธได้ถูกว่าเรากำลังเล่นกับแนวโน้มใดอยู่

ถ้าหลุดเทรนด์แบบแท่งเดียวยาว ๆ ควรจะตัดขาดทุนทันทีหรือจะรอเด้งกลับดีครับ

การตั้ง stop loss ควรตั้งไว้เลยก็จะดีครับ   มีวินัยไม่มีวันขาดทุน กล้าที่จะยอมรับการตัดขาดทุน  การไม่มีวินัยคือการขาดทุนที่แท้จริง ดูตามรูปครับ

cut_loss

เวลามันทะลุคือให้ส่วนไหนมันทะลุไปหรือครับ และควรดู TF ไหนว่ามันทะลุแล้ว  บางทีพอมันทะลุไปทั้งแท่ง เข้าปุ๊ป กลับปั๊ป เสียตลอด พอเวลามันทะลุแบบยาวๆ ก็มักจะเข้าไม่ทัน  พอจะมีวิธีบอกมั้ยครับ ว่าทะลุแล้วควรเข้าที่ตรงไหน

Tag Cloud