“ตอนที่เริ่มสตาร์ทผมลงเงินไป 500,000 บาท ตอนนั้นเลือกหุ้นที่คิดว่ามี “ราคาถูก” ผมจะซื้อหุ้นที่ราคาตกลงมามากๆ เลือกหุ้นที่มี พี/อี เรโชต่ำ และซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าพาร์ เพราะเราคิดว่าราคาถูก เล่นช่วงแรกเจ๊งมาตลอดจนเหลือเงินอยู่ 180,000 บาท สุดท้ายต้องกลับมาทบทวนใหม่แล้วค่อยๆ เรียนรู้ ถ้ามัวแต่ยึดข้อมูลในอดีต สักวันคงหมดตัวแน่!!!” …….. ท.พ.ยรรยง พันธุ์วงศ์กล่อม (หมอยง) เศรษฐีหุ้นพันล้าน
มวลชนมักจะเลือกซื้อหุ้นถูก ดักซื้อ รอเก็บ เพราะคาดว่าเดี๋ยวมันจะขึ้น
นักวิเคราะห์ก็ออกมาการันตีว่าปัจจัยพื้นฐานดี เราก็อุ่นใจใช่ไหมครับว่าเดี๋ยวคงจะขึ้น
ส่วนหุ้นเก็งกำไรที่มันลงมาแรงแล้ว เราก็เข้าเก็บเหมือนกัน ด้วยความหวังว่าเดี๋ยวมันคงจะขึ้น
หุ้นที่มีพื้นฐานดี หรือ หุ้นเก็งกำไร ล้วนแต่ราคาลงมามากแล้วทั้งนั้น ดังนั้นเราดักซื้อรอไว้ มันก็น่าจะขึ้น
อย่างที่บอกไว้ในตอนก่อนล่ะครับ ยังไงมันก็ไม่ขึ้นหรอก หากโชเฟอร์ยังหลับอยู่
ทำไมไม่ดูรถที่มีโชเฟอร์สตาร์ทรอจนเครื่องร้อนแล้ว และโชเฟอร์กำลังจะออกรถล่ะครับ
ตอนที่แล้วเราเริ่มจากการทำการบ้านแล้วหาแนวรับแนวต้าน รวมทั้งจุดตัดขาดทุนรอไว้แล้ว พอตลาดเปิดมา เราก็มาดูโวลุ่มใช่ไหมครับ เพื่อค้นหาว่าหุ้นตัวไหนที่เราว่าดี และมีคนขับสตาร์ทรถรออยู่ พร้อมจะวิ่งจากจุดสตาร์ทได้ก่อนกัน
ในระหว่างเส้นทางการเดิน คนขับแต่ละคนก็มีนิสัยไม่เหมือนกันอีก
โชเฟอร์บางคนชอบทำตัวเป็นหนุ่มซิ่ง วิ่งโชว์สาว
โชเฟอร์กลุ่มนี้จะชอบลากหุ้นยาวๆ ลากไปไกลๆ อย่างรวดเร็ว จนคนที่ไม่ได้ทำการบ้านรอไว้น้ำลายหก เลือดกำเดาไหล กว่าจะไปตรวจกราฟ ตรวจโวลุ่ม กว่าจะมั่นใจ กว่าจะเข้าคิวรอซื้อ ก็ถึงเวลาเขาขายทำกำไรกันซะแล้ว
โชเฟอร์บางคน ชอบทำตัวเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ
โชเฟอร์กลุ่มนี้วิ่งไปได้ไม่ไกลก็จอดพักระหว่างทาง หาข้าวปลาอาหารกิน หาเพลงฟัง แล้วค่อยวิ่งรถไปต่อ ทำนองว่า ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง แบบนี้คนใจร้อนก็ขอลงก่อนเหมือนกันล่ะ ขี้เกียจรอ กว่าจะไปถึงปลายทาง ต้องต่อรถไม่รู้กี่ต่อ เปลืองตังค์อีกต่างหาก
โชเฟอร์บางคน ก็มารยาทแย่มาก
โชเฟอร์กลุ่มนี้มีเยอะซะด้วย ออกรถกระชาก แล้วเบรกเอี๊ยดกะทันหัน แล้วไล่คนลงจากรถ พอไปถึงป้ายหน้า ก็เบรกเอี๊ยดกะทันหันอีกครั้ง แล้วตะเพิดคนลงจากรถอีก กว่าจะไปถึงสถานีปลายทาง ผู้โดยสารก็อ๊วกแตกอ๊วกแตน อาเจียนออกมาเป็นเลือดหมด
“จงวิ่งไปในที่ที่ “แนวโน้ม” กำลังจะไป” …….. วิชัย วชิรพงศ์ (เสี่ยยักษ์) รายใหญ่ต่างยกนิ้วให้ว่าเป็น “เสือ” ในวงการหุ้นตัวจริง
นักลงทุนมากหน้าหลายตา ทั้งขาใหม่ ขาจร ขาประจำ พากันทยอยเข้าห้องค้าเพื่อเตรียมซื้อขายหุ้น
“วันนี้ มีข่าวอะไรมั่ง” ประโยคฮิตที่ได้ยินบ่อยในห้องค้า
“วันนี้ ตลาดจะเป็นยังไง” นี่ก็ฮิตติดชาร์ตเลยแหละ
แต่ 2 ประโยคนี้ เราจะไม่ได้ยินเลยจากเซียนหุ้นพันล้านที่มานั่งเงียบๆอยู่ภายในห้อง VIP
เงินฟรีไม่มีในโลก ครับ นักลงทุนมืออาชีพล้วนทำการบ้านเตรียมมาเป็นอย่างดีก่อนที่ตลาดจะเปิด
การทำการบ้านล่วงหน้า ทำให้เซียนหุ้นเห็นภาพตลาดชัดเจน เห็นหุ้นเด่นที่มีแนวโน้มว่ากำลังจะเล่นได้ชัดเจน พร้อมทั้งกำหนดจุดเข้า กำหนดจุดออก รวมทั้งจุดหมอบ (หากพลาดท่า) ไว้ล่วงหน้า……ทำให้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดถูกกำหนดขึ้นมาก่อนที่ตลาดจะเปิดด้วยซ้ำ
นักลงทุนมืออาชีพเขากำหนดจุดเข้าจุดออกอย่างมีแบบแผน ไม่ได้นึกอยากขายราคาไหนก็ขาย อยากซื้อที่ราคาไหนก็ซื้อ
“ผมถือว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า บนสวรรค์มีไม่รู้ตั้งกี่ชั้น แต่เวลาลงนรกก็มีไม่รู้ตั้งกี่ขุมเช่นกัน จะไม่มีคำว่าถูกว่าแพงในตลาดหุ้น” ………… วัชระ แก้วสว่าง (เสี่ยป๋อง) นักลงทุนรายใหญ่มืออาชีพ
ความเสี่ยงที่สุดในชีวิต คือ การที่ไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย
หลายครั้งมาก ที่จุดที่ดีที่สุดในการซื้อ คือ จุดที่ไม่มีใครอยากซื้อ และ จุดที่ดีที่สุดในการขาย คือ จุดที่ไม่มีใครอยากขาย
หากราคาหุ้นขึ้นไปแรงเกินเหตุ บางทีก็น่าเสี่ยงขายนะครับ และถ้าหุ้นนั้นมีปัจจัยพื้นฐานดีแต่ลงมาเกินเหตุเพราะตลาดไม่ดี และราคาหุ้นก็หยุดการไหลลงได้แล้ว ก็น่าเสี่ยงซื้อเช่นกัน
ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือจะลง คนกลุ่มแรกที่จะซื้อหรือขายหุ้นก่อนเสมอ คือ เจ้าของ หรือ ผู้บริหาร ซึ่งรู้แนวโน้มของกิจการตัวเองก่อนคนอื่นอยู่แล้ว ว่ากำลังจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น ……… ในช่วงนี้ไม่มีใครเข้าใจหรอกครับ ว่าทำไมหุ้นขึ้น หรือ ทำไมหุ้นลง
คนกลุ่มต่อมาที่จะซื้อหรือขาย ในขณะที่หุ้นยังขึ้นหรือลงไม่มากนัก ได้แก่กลุ่มรายใหญ่ กลุ่มกองทุน ซึ่งกลุ่มนี้ติดตามการเคลื่อนไหวของราคาอย่างใกล้ชิด และพยายามเกาะแนวโน้มตลอดเวลา
“การจะเข้าไปลงทุนในหุ้นตัวใด จะไม่ใช้หลักการว่าราคาหุ้นยังซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีและ P/E แล้วจึงเข้าไปลงทุน เพราะหากบริษัทนั้นมีพื้นฐานที่ดีจริง เหตุใดราคาหุ้นจึงไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามมูลค่าทางบัญชีและ P/E” …….. สมเกียรติ วงศ์คุณทรัพย์ (เสี่ยแตงโม) เซียนหุ้นหาดใหญ่ จาก “ช่างตัดผม” ผันสู่นักลงทุน “พันล้าน”
การเล่นหุ้น มันก็คือการค้าขาย ภาษาอังกฤษจึงใช้คำว่า Stock trading แต่ไฉนพอแปลเป็นไทยกลายเป็น เล่นหุ้น ไปได้
ในเมื่อเราจะหาหุ้นมาขาย ก็ถูกแล้วครับที่จะต้องหาซื้อหุ้นที่จะขายได้แพงกว่าต้นทุน มันถึงจะมีกำไร
แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น สำหรับนักธุรกิจมืออาชีพก็คือ ต้องมองให้ออกว่าเสื้อผ้า โทรศัพท์มือถือ หรือ สินค้าเหล่านั้น ตกรุ่นหรือยัง
ถ้าคนหมดความนิยม แฟชั่นล้าสมัย มีสินค้ารายใหม่ที่น่าสนใจกว่าเข้ามาแข่ง ของที่เคยขายได้แพงก็จะราคาตก
“ทุกคนที่เจ๊งหุ้นเหมือนกัน คือ ไม่ยอม “Stop Loss” ทำให้ผมเข้าใจว่า ถ้าเราจะอยู่ในวงการนี้ได้นาน เราต้องรู้จักวิธีจำกัดความเสี่ยง” “ต้องชิงตัดขาดทุน (Cut Loss) เสียแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ตัวเลขขาดทุนจะบานปลาย” …….. ท.พ.ยรรยง พันธุ์วงศ์กล่อม (หมอยง)- นักลงทุนรายใหญ่ของไทย
ถ้าท่านอยากเป็นนักกีฬามืออาชีพ ท่านก็ต้องเข้าหานักกีฬาทีมชาติ ถ้าท่านอยากเป็นนักกอล์ฟ ท่านก็ไม่ควรจะมาถามผม เพราะผมตีกอล์ฟไม่เป็น ถ้าท่านกำลังจะขึ้นเครื่องบิน ก็ไม่ควรชมภาพยนตร์ที่มีฉากเครื่องบินตก และถ้าท่านอยากเป็นผู้ชนะในตลาดหุ้น ก็ต้องสัมภาษณ์และเรียนรู้ถอดประสบการณ์จากเซียนหุ้นที่ประสบความสำเร็จ ใช่ไหมครับ…?
ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสเจอเซียนหุ้น ผมจึงไม่รีรอที่จะถามท่านเหล่านั้นว่า อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในการเล่นหุ้น
เซียนหุ้นแต่ละท่านตอบเหมือนกันทุกคนเลย ยังกะนัดกันมา “สิ่งสำคัญที่สุดในการเล่นหุ้น คือ ต้องลิมิตผลขาดทุนเป็น และหากใครขายขาดทุนไม่เป็น อย่ามาเล่นหุ้น”
ใช่ครับ ซื้อหุ้นแล้วหุ้นขึ้นคงไม่ใช่ปัญหา แต่ซื้อหุ้นแล้วลงมา มันขึ้นยากนะครับ คิดง่ายๆว่า ถ้าหุ้นลงมา 50% ก็หมายความว่า มันจะต้องขึ้นไปถึง 100% เชียวนะครับกว่าจะกลับมาเท่าทุน ถึงจะอ้างว่าเป็นเงินเย็น ไม่ขายไม่ขาดทุนก็เถอะ
การเริ่มต้นของหลายๆท่านจะเริ่มต้นคล้ายๆกัน เอาตำรามาอ่าน, พิมพ์เอกสารและข้อมูลดิบมากมายที่ใครๆ ก็รู้กันทั่วไป เช่น งบการเงิน ค่าพีอี ค่าบีวี และอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ มาศึกษา แล้วทำเป็นวิเคราะห์นั่น วิเคราะห์นี่ แล้วก็คิดเองเออเองว่าข้าเก่ง วิเคราะห์เก่ง มั่นใจ จนลืมไปว่าก่อนที่ท่านจะวิเคราะห์ มีกองทุนมากมายหลายกองนำข้อมูลไปประกอบการวิเคราะห์ก่อนท่านแล้ว และถ้ามันดีเขาก็ซื้อไปก่อนท่านแล้ว
ไม่ต้องมองใครเลยครับ ผมเองก็เริ่มแบบนั้น แหมๆ ก็จบเกียรตินิยมทางการบัญชีมานี่ครับ และต่อโทสายตรงทางด้าน Finance ซะด้วย แถมยังมีประสบการณ์ ทำงานเป็น Financial Consultant สังกัดบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจอีก ดูเหมือนจะได้เปรียบคนอื่นด้วยซ้ำหากจะเล่นหุ้น เพราะเราวิเคราะห์เองได้หมด ทั้งงบการเงิน ชำแหละกระแสเงินสดของกิจการ หาอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ วิเคราะห์แนวโน้ม เจาะลึกนโยบายธุรกิจ ติดตามกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัท ฮี่โธ่ ซำบายอยู่แล้ว สุดแสนจะชิวๆ
ตอนเริ่มต้น ผมนั่งค้นคว้าสำรวจหุ้นเกือบทุกตัวที่มีอยู่ในตลาด แล้วเลือกเอาเฉพาะหุ้นที่มี พี/อีต่ำๆ ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีมากๆ คัดมาได้ 40 ตัว พร้อมทั้งแปลกใจ ว่าทำไมมีแต่เพียงเราเท่านั้นที่เป็นผู้ค้นพบแต่เพียงผู้เดียว ว่าหุ้นพวกนี้เป็นหุ้นราคาถูก เพราะหากเซียนหุ้นคนอื่นหรือกองทุนค้นพบ มันก็น่าจะโดนซื้อจนราคาแพงไปมากกว่านี้แล้วนะเนี่ยะ
“ถ้าสามารถหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำในตลาดหุ้น เราจะมานั่งทำงานประจำอยู่ทำไม ในเมื่อนั่งค้าขายหุ้นมันทำกำไรได้มากกว่าและเร็วกว่าตั้งเยอะ” ……… นี่เป็นความคิดแรกของคนที่รักสบาย หวังใช้เงินทำงานให้อย่างผม
วิชาการ ความมั่นใจ ความร้อนวิชา และ ความหวัง ค่อยๆสลายไปในช่วงแรกๆของการลงทุน เราทุกคนต่างเอาเงินที่หาได้มาด้วยความยากลำบากมาถมทิ้งในตลาดหุ้นวันแล้ววันเล่า ถือเป็นบทเรียนราคาแพง แพงกว่าคอร์สการอบรมใดๆ ในโลกนี้ที่เคยมีมา
คำถามในขณะนั้นที่เกิดขึ้นก็คือ เราจะถอย หรือ จะเริ่มต้นใหม่ให้ถูกทิศถูกทาง? คำถามถัดไปก็คือ แล้วทำไมคนอื่นถึงประสบความสำเร็จ แล้วเขาทำอย่างไรจึงประสบความสำเร็จ อะไรคือความลับในตลาดหุ้นที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่จริง!
ถึงแม้แต่ละคนในห้องค้าจะไม่รู้จักกัน แต่ทำไมข้อผิดพลาดเดิมๆ จึงเกิดขึ้นในแต่ละวันซ้ำๆกันได้ทั้งที่มิได้นัดหมายกันมา แม้กระทั่งกลุ่มเราเองตอนเริ่มต้นเป็นมือใหม่ในตลาดหุ้น เทรดแบบนี้แล้วเจ๊ง ก็ยังผิดซ้ำๆกันอย่างต่อเนื่อง แล้วทำไมรายใหญ่ในห้อง VIP ของห้องค้าที่เล่นหุ้นเป็นอาชีพ ถึงสามารถทำเงินก้อนโตได้ ….ทำไม กองทุนต่างชาติถึงเล่นยังไงก็ได้กำไรวันยังค่ำ หรือ ผู้จัดการกองทุนเหล่านั้นจะมีสูตรลับในการลงทุน หรือ เราเรียนมาคนละตำรากัน?
หลังจากขนตำราด้านการเงินการลงทุนบริจาคเข้าห้องสมุดมหาวิทยาลัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เริ่มต้นใหม่หมดด้วยการปรับความคิดใหม่ เสมือนว่าไม่มีความรู้อะไรติดตัวมาเลย แล้วเฝ้าสังเกตสไตลล์การเทรดของบรรดาเซียนหุ้นที่อยู่ในตลาดมานาน และ ขอเข้าพบ เข้าสัมภาษณ์ รายใหญ่ทั้งหลายที่อยู่ตามห้องค้าต่างๆ รวมทั้งขอเชิญผู้จัดการกองทุนต่างชาติมาดินเนอร์ เผื่อแกจะเบลอๆ แล้วเผลอคายความลับให้เราทราบบ้าง
ในการนำสูตรต่างๆมาใช้เป็นระบบซื้อขายหุ้น (Trading System) ใน MetaStock นั้น นักเก็งกำไรคงอยากจะรู้ว่าระบบไหนดีไม่ดียังไง หรือมีจุดอ่อนจุดแข็งตรงไหน ควรจะปรับแต่งค่าตัวแปรอย่างไร เหมาะกับ time frame ไหนที่สุด หรือกระทั่งจะทำให้ได้กำไรจริงหรือเปล่าหรือว่าขาดทุน
การทำ backtest หรือ backtesting เป็นวิธีหนึ่งจะช่วยนักเก็งกำไรได้ ซึ่งดีกว่าการทดลองซื้อขายด้วยเงินจริงๆ นะครับ
การทำ backtest ที่จะกล่าวถึงนี้ จะใช้เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับ backtesting กับ MetaStock โดยเว็บ DollarKit.com ที่มีชื่อว่า MetaStock Simulator โดยสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมจาก DollarKit.com ผ่านทาง url ข้างล่างได้เลยครับ
http://www.dollarkit.com/uploadfiles/MS%20Simulator.zip
ส่วนวิธีการใช้งานนั้นทางเว็บไซต์เจ้าของโปรแกรมเค้าได้ทำ vdo clip การสอนการใช้งานในรูปแบบ flash animation ไว้แล้วโดยสามารถเข้าไปดูได้ที่ url ข้างล่างเลยครับ
http://www.dollarkit.com/STEP.swf.html
Written on July 7, 2009 | Posted in
Technical Analysis |
Leave a comment